Tag Archives: Travel

8 สเต็ปเตรียมตัวจัดกระเป๋าก่อนไปญี่ปุ่นของเรโกะ

เข้าช่วงปลายปีแล้ว หลายคนคงกำลังวางแผนการท่องเที่ยวต่างประเทศ ใช้วันลาโควต้าของปีนี้ที่ยังเหลืออยู่ อิอิ โดยเฉพาะการเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวๆแบบที่เมืองไทยไม่มี รวมทั้งใบไม้เปลี่ยนสี หรือนอนกลิ้งบนหิมะนุ่มๆ ซึ่งญี่ปุ่นก็อยู่ในตัวเลือกต้นๆ เพราะเดินทางไม่นาน สะดวก ไม่ต้องขอวีซ่า

ในฐานะที่เดินทางค่อนข้างบ่อย (โดยเฉพาะญี่ปุ่น ปีที่แล้ว มาทำงานมากกว่า 10 ทริป) เลยอยากเอาสเต็ปการเตรียมตัวก่อนออกเดินทางของเรามาแชร์ให้ทุกคนอ่านกันค่ะ

1.เช็กพาสปอต

จะเดินทางได้ก็ต้องมีพาสปอต หาให้เจอว่าเก็บอยู่ที่ไหน ยังมีอายุเหลืออีกกี่เดือน ถ้าอายุเหลือน้อยกว่า 6 เดือนจะไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศไทยได้

ในเคสที่จะเดินทางไปประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า เราสามารถไปทำพาสปอตเล่มใหม่ แบบเร่งด่วนได้ที่กรมการกงศุล แจ้งวัฒนะ โดยยื่นเรื่องก่อน 11:30 จ่ายค่าธรรมเนียมแบบเร่งด่วน 3,000 บาท จะได้รับเล่มใหม่ในวันนั้นช่วงบ่าย เวลา 14:30-15:30 เลย
แต่ถ้าทำเล่มใหม่แล้ว ตอนออกจากบ้านก็เช็กดีๆ อย่าเผลอหยิบเล่มเก่ามานะคะ

2.เช็กข้อมูลตั๋ว

เช็กรายละเอียดไฟลต์ให้ดีๆ โดยเฉพาะไฟลต์ที่บินหลังเที่ยงคืนนี่มักจะเข้าใจผิดกันได้ง่ายๆ อ่านให้ชัดเจน ถ้าเครื่องออก 01:00 เราต้องไปถึงสนามบินคืนของวันก่อนหน้า ซัก 22:00 นะคะ

รวมถึงปริ้นท์รายละเอียดการเดินทางไปด้วย ในกรณีที่เราเดินทางไปประเทศที่ตม.เข้มงวด เค้าจะถามตารางการเดินทาง ที่พักของเรา ยิ่งถ้าพูดภาษาของเค้า หรือภาษาอังกฤษไม่คล่อง เตรียมใบปริ้นท์ไปชัวร์สุดค่ะ

3.แลกเงิน อัพเดตค่าเงินเรื่อยๆ

ช่วงนี้เงินเยนราคาถูกลง สามารถแลกได้ในเรตต่ำกว่า 30 บาท ต่อ 100 เยน ถือว่าราคาดีมาก ถ้าใครที่มีแพลนจะเดินทางอยู่แล้ว ทยอยแลกเก็บไว้ก็ดีนะคะ เพราะช่วงที่คนเดินทางเยอะ เงินอาจขาดตลาดได้

4.ทำผม ทำเล็บก่อนวันเดินทาง

เวลาไปออกทริปที่ต้องถ่ายรูปออกสื่อหรือถ่ายรายการ เราจะไปทำผมที่ร้านในวันที่จะเดินทาง เพราะส่วนใหญ่จะเดินทางในตอนกลางคืน เมื่อถึงปุ๊บ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาแต่งผม พร้อมทำงาน ถ่ายรูปสวยๆ ได้เลย

สำหรับสาวๆที่ชอบการถ่ายรูปถือของกับวิว การทำเล็บสวยๆไปมันช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากเลยนะคะ เรามักจะเข้าเนลซาลอน ทำเล็บเจลก่อนเดินทางวันนึง เพราะเล็บเจลสามาถอยู่ได้นานกว่าสีปกติ สวยได้ตลอดทั้งทริป ไม่ต้องกลัวลอกเลยล่ะ

5.เช็คสภาพอากาศ เพื่อเตรียมชุดให้เข้ากัน

ที่ญี่ปุ่นสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยเฉพาะช่วงรอยต่อฤดูกาล บางวันอากาศอบอุ่น แต่ถัดมาอีกวันอาจจะหนาว อุณหภูมิลดลง ต่างกันเป็นสิบองศาก็ได้

ดังนั้นนอกจากการดูอุณหภูมิคร่าวๆโดยประมาณของฤดูกาลนั้นๆ ควรเช็กให้แน่นอนทางอินเตอร์เน็ตก่อนเดินทางด้วย และเมื่อมาแล้วก็ควรเช็กพยากรณ์อากาศบ่อยๆ ซึ่งพยากรณ์ของญี่ปุ่นเค้าแม่นยำ เชื่อถือได้แน่นอนค่ะ

สำหรับคนที่เดินทางมาแล้วเจออากาศหนาวกะทันหัน ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวมา แนะนำร้าน Uniqlo และ GU ร้านขายเสื้อผ้าคุณภาพดี ราคาถูก (พันกว่าบาทก็ซื้อเสื้อโค้ตได้แล้ว) ถ้านานๆเดินทางที ไม่ต้องซื้อของแพงมากก็ได้ค่ะ สำหรับเรานะ คิดว่าซื้อของราคาไม่แพง คุณภาพกลางๆ ก็พอแล้ว เพราะเทรนด์มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซื้อแบบใหม่ใส่หลายตัวดีกว่า หรือจะเช่าเสื้อโค้ตตามร้านก็ดี ไม่ต้องเก็บรักษา ไม่ต้องซื้อแพง สะดวกดี

6.เตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้พร้อม

ไม่ว่าจะเป็นที่ชาร์จแบต พาวเวอร์แบงค์ ปลั๊กต่อ และหัวแปลงไฟ ไฟที่ญี่ปุ่นกำลังไฟน้อยกว่าไทย 110 v ของไทย 240 v ส่วนใหญ่พวกที่ชาร์จมือถือ กล้องจะใช้ไฟได้ทั้งแบบอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ที่ม้วนผมบางรุ่น อาจจะใช้ด้วยกันไม่ได้ เราแก้ปัญหาโดยการ ซื้อที่ม้วนผมของญี่ปุ่นมาใช้เวลาเดินทางโดยเฉพาะ แต่ถ้าจะซื้อใหม่ก็ลองดูรุ่นที่ใช้ไฟได้ทั้งสองแบบนะคะ

7.หาหมอสิวดูแลผิว

เราเป็นคนผิวแพ้ง่ายค่ะ และมีปัญหาสิวอุดตันด้วย ก่อนเดินทางสัก 2-3 วันจะมาหาหมอที่คลีนิกผิวหน้าก่อน จัดการสิวอุดตันให้เรียบร้อย และบางทีแปลกที่ เจอน้ำและอากาศที่ไม่คุ้นเคยก็อาจทำให้แพ้ มีสิวผุดขึ้นมา ก็เตรียมยาแต้มยาทาไป

นอกจากนี้เรายังติดน้ำเกลือไว้ชุบสำลีเช็ดหน้า ช่วยป้องกันปัญหาแพ้น้ำ และที่ลืมไม่ได้คือการซื้อยาประจำตัวติดไปด้วย เช่น ยาแก้ปวด แก้แพ้ แก้อักเสบ ลดน้ำมูก ยาพ่นแก้เจ็บคอในกรณีที่ใช้เสียงมาก  ด้วยความที่ชอบเตรียมของไปพร้อมทำให้สัมภาระเยอะ เลยถูกแซวอยู่บ่อยๆว่าเป็นบ้าหอบฟาง (แต่เวลาใครขาดเหลืออะไร ก็ชอบมาขอที่เรานี่แหละ หุหุ)

8.ทำประกันการเดินทาง ทั้งสุขภาพและทรัพย์สินส่วนตัว

และที่ขาดไม่ได้เลย คือการทำประกันการเดินทางค่ะ เพราะในการเดินทางแต่ละครั้ง มีความเสี่ยง ทั้งจากอุบัติเหตุ การสูญหายของทรัพย์สิน การเดินทางล่าช้า และอื่นๆ ที่เราคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นก่อนการเดินทางควรทำประกันไว้ก่อนนะคะ 

adver (1).jpg

ซึ่งตอนนี้ มีประกันดีๆจาก LH Bank ที่นอกจากจะดูแลคุ้มครองการเสียชีวิต การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ, มีศูนย์ช่วยเหลือ 24 ชม.โดยเจ้าหน้าที่คนไทย, ชดเชยค่าอาหารและที่พัก กรณีเดินทางล่าช้า การพลาดเที่ยวบิน รวมกรณีเปลี่ยนเส้นทางการบิน,  ชดเชยกรณีระบบสายการบินผิดพลาด (overbooking) แล้ว 

และที่เราคิดว่าเจ๋งสุดๆ คือ “การคุ้มครองทรัพย์สินภายในบ้าน ขณะท่องเที่ยวในต่างประเทศ” ไม่ว่าจะ โจรขึ้นบ้าน หรือใดๆ ก็ตาม เรายังได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินภายในบ้านสูงสุด 100,000 บาท อีกด้วย ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://goo.gl/MvRH2G

จากประสบการณ์ที่มาเล่าให้อ่านกันในครั้งนี้ หวังว่าพอจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะเดินทางนะคะ เตรียมตัวให้พร้อมแล้ว ก็เตรียมใจไปพบกับความสนุกและประสบการณ์ใหม่ๆในต่างแดนกันเถอะ! ขอให้สนุกกับทริปต่อไปของคุณค่า!

C360_2017-09-11-10-38-52-201.jpg

สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกัน มาทำความรู้จักกันในบล็อกนี้ก่อนเลย ประวัติ..เรโกะ” คือใครเรียนอะไรทำงานอะไรมาเขียนเองเล่าเองซะเลยLet me introduce my self, Reiko.ws

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter @reiko_ws

youtube : youtube “Reiko_ws เรโกะ”

และบล็อกนี้ www.ReikoBangkokNeko.com

Contact for Work / ติดต่องานต่างๆ ทั้งงานเขียนคอลัมน์, รีวิว, ถ่ายแบบ, สัมภาษณ์, พิธีกร, งานแสดง, ล่าม, นักแปล / 仕事依頼はこちら : คุณกอล์ฟ 081-843-7109 (Thai language) และ reiko.ws@gmailcom (Japanese OK)

*รูปภาพในบล็อกนี้ เราถ่ายเองด้วยกล้องและมือถือค่ะ

แชร์ประสบการณ์ป่วยตอนถ่ายรายการที่ญี่ปุ่น เดินทางอุ่นใจด้วยประกันการเดินทาง

คนที่ติดตามรายการ Kimochiii in Japan ของเรามาตลอด คงจะได้เห็นกันแล้วว่าใน ซีซั่น 7จะมีอยู่บางตอนที่เราป่วย เสียงแหบ พูดไม่ได้ (เทปที่ไปสัมภาษณ์ลูกสาวยากูซ่า และเทปที่ไปศิลปะการมัดเชือก)

เราเจ็บใจมาก ที่ตั้งใจมาทำงานถึงญี่ปุ่น แต่เพราะปัญหาสุขภาพที่ดันมาเป็นตอนนั้น ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ แถมยังต้องเดือดร้อนคนอื่น ต้องมาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีก

ตอนนั้นเราอาการแย่มาก หลังจากถ่ายเทปแรกเสร็จในช่วงเช้า เราต้องให้บุนจัง ทีมงานที่โน่นช่วยพาไปหาหมอที่รักษาเรื่องคอและเสียงโดยเฉพาะ โดนฉีดยาและต้องนอนให้น้ำเกลือ พร้อมให้ใบสั่งยามา

จากนั้นเราก็ต้องเอาใบนี้ไปซื้อที่ร้านขายยาอีกทีนึง เพราะที่คลีนิกไม่มียาจำหน่าย จากนั้นก็ไปที่อีกโลเคชั่นนึงในตอนเย็น ซึ่งยาหมอญี่ปุ่นดีจริงๆ ค่ะ ในเวลาประมาณสองสามชั่วโมงหลังให้น้ำเกลือ เรามีเรี่ยวแรงมากขึ้น เสียงก็ออกมาขึ้นด้วย แต่ก็ไม่อยากใช้วิธีนี้เพื่อรักษาอาการป่วยบ่อยๆหรอกนะ…

ตอนนั้นโดนค่ารักษาและค่ายาไปประมาณเกือบสองหมื่นเยนค่ะ โชคดีที่ทีมงานช่วยรับผิดชอบตรงนี้ให้ ไม่งั้นละแย่เลย

สำหรับเคสเรานี้ ราคามันยังไม่แพงมาก ถือว่าไม่ใช่ประเด็นปัญหาหลัก หลักๆคือ “ป่วยตอนมาทำงาน มีถ่ายงานทุกวัน ต้องเร่งหายเพื่อถ่ายเทปต่อไปในตอนเย็นให้ได้” ถ้าป่วยตอนมาเที่ยวน่ะเหรอ คงแค่หายาแก้เจ็บคอมากิน แล้วก็เที่ยวไปแบบไม่ต้องออกเสียงพูดกะใครทั้งทริปยังได้

ถ้าคนที่ป่วยหนักๆหรือเจออุบัติเหตุ ต้องนั่งรถพยายาลแอดมิดนี่คงแย่กว่าเราเยอะเลยนะ …

จากนั้นเราจึงตั้งใจไว้ว่า เราจะระวังรักษาสุขภาพให้ดีที่สุด จะพยายามไม่ป่วย ไม่ใช้ชีวิตแบบชะล่าใจ หลักๆ เลยคือ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ตากฝนแล้วก็ต้องสระผมกินยา ไม่กินของทอดของมันที่ทำให้เจ็บคอมากเกินไป ออกกำลังกายเป็นประจำ ประจำ ร่างกายจะได้พร้อมสมบูรณ์ แม้จะเจออากาศร้อนๆ หนาวๆ ตอนทำงานก็จะได้ทนไหว

เพราะโอกาสดีๆ และงานที่รอคอยจะเข้ามาหาเราเมื่อไหร่ก็ได้ เราจึงต้องทำตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ

แต่อะไรๆ เหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องมาทำงานต่างประเทศ ถ้าเราป่วยขึ้นมา นอกจากจะต้องพักงาน เพื่อวิ่งหาหมอแล้ว เรื่องค่าใช้จ่ายยังเป็นอีกเรื่องที่น่ากังวลอีกด้วย อย่างที่หลายคนคงเคยเห็นในข่าว ว่ามีสาวไทยไปเที่ยวต่างประเทศแล้วเกิดป่วยกะทันหัน ไม่มีเงินรักษาต้องมาขอรับบริจาค…

การทำประกันการเดินทางจึงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ นอกจากเพื่อตัวเราเองแล้ว ยังเป็นการทำเพื่อไม่ให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนเพราะเราอีกด้วย ในกรณีที่เกิดอะไรขึ้นมา

และสำหรับคนที่เดินทางไปญี่ปุ่นบ่อยๆ ตอนนี้ SOMPO เค้ามีประกันการเดินทาง GO JAPAN เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้แล้ว มันดีตรงที่ไม่ต้องสำรองเงินจ่าย *ไม่ต้องกังวลการสื่อสาร เพราะมีบริการสื่อสารทางการแพทย์เป็นภาษาญี่ปุ่นให้ด้วย เดินทางได้อย่างมั่นใจแน่ๆ ค่ะ ลองเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://traveljoy.sompo.co.th/ นะคะ

*ไม่ต้องสำรองจ่ายกับโรงพยาบาลในเครือที่ญี่ปุ่นเพียงติดต่อผ่าน Sompo Assist

*ขึ้นอยู่กับแผนประกันที่คุณซื้อ/เฉพาะโรงพยาบาลในเครือในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น/ไม่ต้องสำรองจ่ายทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเพียงติดต่อผ่าน Sompo Assist

ถ้าเพื่อนๆสนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @sompothailand หรือทางแฟนเพจ www.facebook.com/SompoThailand ค่ะ

ถ้าใครผ่านมาเห็นบล็อกของเรโกะและสนใจประกันการเดินทาง สามารถใช้ promo code : REIKOGOJAPAN เป็นส่วนลดได้นะคะ

เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นเที่ยวง่าย ใครๆก็ไปญี่ปุ่น ถ้ารักญี่ปุ่น และมีแพลนจะเดินทางบ่อยๆ สมัครเถอะ จะได้เที่ยวแบบไร้กังวลนะจ๊ะ นี่เราก็มีประกันเตรียมไว้สำหรับการไปทำงานที่ญี่ปุ่นรอบหน้าเรียบร้อยแล้ว อิอิ พร้อมลุยถ่ายรายการในทุกสถานการณ์ละ จะสู้ๆ เพื่อให้มีรายการสนุกๆ มาให้ทุกคนดูนะจ๊ะ!! ช่วยติดตามกันไปนานๆ ด้วยน้า

สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกัน มาทำความรู้จักกันในบล็อกนี้ก่อนเลย ประวัติ..เรโกะคือใคร? เรียนอะไร? ทำงานอะไรมา? เขียนเองเล่าเองซะเลย Let me introduce my self, Reiko.ws

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter @reiko_ws

youtube : Reiko_ws เรโกะ

https://www.youtube.com/channel/UClDnQRFXD5kb9ueBKFRBBQw

และบล็อกนี้ www.ReikoBangkokNeko.com

Contact for Work / ติดต่องานต่างๆ ทั้งงานเขียนคอลัมน์, รีวิว, ถ่ายแบบ, สัมภาษณ์, พิธีกร, งานแสดง, ล่าม, นักแปล / 仕事依頼はこちら : คุณกอล์ฟ 081-843-7109 (Thai language) และ reiko.ws@gmailcom (Japanese OK)

*รูปภาพในบล็อกนี้เราถ่ายตอนเดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่นทั้งหมดค่ะ*

 

Nagasaki Diary #02 ใส่กิโมโนลายโมเดิร์น เดินเล่นเดะจิม่า จ.นางาซากิ 長崎で着物体験

ถ้ามีโอกาสได้มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งที เราว่าสาวๆทั้งหลายก็คงอยากใส่กิโมโนหรือยูคะตะสวยๆเดินเล่นถ่ายรูปให้เข้ากับสถานที่เนอะ เดี๋ยวนี้หลายที่ในญี่ปุ่น โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ต่างก็มีบริการกิโมโนให้เช่า ที่จ.นางาซากิเค้าก็มีร้านเช่ากิโมโนเช่นกันค่ะ ตามไปดูประสบการณ์ใส่กิโมโนสีสวยลายโมเดิร์น เดินเที่ยวนางาซากิของเรากันเถอะ!!

ความเดิมจากตอนที่แล้ว หลังจากที่เราไปลุยเกาะร้างรูปทรงเรือรบ “ฮาชิม่า” มาแล้ว (อ่านได้ที่นี่ Nagasaki Diary #01 ยกพลขึ้นบกที่เกาะร้างฮาชิม่า (軍艦島) ทานเมนูเด็ด “จัมปง” ที่ไชน่าทาวน์ ) จากนั้นเราเข้าตัวเมืองนางาซากิ ไปแถวๆ “เดะจิม่า” แถวนี้มีร้านกิโมโนให้เช่า สำหรับใส่เดินถ่ายรูปเก๋ๆได้ด้วยล่ะ ร้านชื่อ “กิโมโน ฮอพเพน” キモノホッペン

ร้านอยู่บนชั้น 3 ของตึกแถวค่ะ อาจจะหาป้ายยากหน่อย แต่ถ้าเปิด Google Maps แล้วเดินทางก็ไม่น่าหลงนะ

img_2380

เข้ามาในร้านก็จะเจอเคาน์เตอร์เล็กๆ และพนักงานแต่งชุดกิโมโนสวยคลาสสิก

img_2384

มุมเครื่องประดับของร้าน มีเครื่องประดับให้เลือกเยอะมาก โดยเฉพาะรูปดอกไม้ เพราะว่าเข้ากับกิโมโนสีสันสดใสของที่นี่

img_2381img_2382

จุดเด่นของทางร้านคือ มีกิโมโนสีสันสดใส ลวดลายดูโมเดิร์น สมกับเป็นเมืองนางาซากิ ที่ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นและตะวันตกได้อย่างลงตัวimg_2417

มีโอบิให้เลือกเยอะมากกกกกก จะจับคู่สียังไงก็ได้แล้วแต่เราชอบ

กิโมโนสีสันสดใสทั้งนั้น ถ่ายรูปขึ้นแน่ๆ

เราสามารถเอากิโมโนหลายแบบมาลองสวมก่อนได้ค่ะ จะได้เลือกแบบที่ชอบที่สุด
img_2386

สีนี้ดีมั้ยอะ?img_2393

อุ๊ยยยย  อันนี้ก็เข้าท่า เราชอบโทนสีแดง เอาชุดนี้ละกันimg_2429

พอเลือกชุดนี้ ช่างกิโมโนก็จะมาช่วยแต่งให้img_2435

มีบริการทำผมด้วยนะ (เสียเงินเพิ่ม) เค้าเกล้าผมเก่งมาก แป้บเดียวก็ได้ทรงสวยๆแบบนี้แล้วimg_2483

ใช้เวลาแต่งตัวไม่ถึงครึ่งชม. เราก็กลายเป็นสาวชุดกิโมโน พร้อมออกไปเดินเล่นถ่ายรูปแล้วววววว

img_2496

เดินออกจากร้านใช้เวลาแป้บเดียว ไม่ถึง 10 นาทีค่ะ รองเท้าใส่เดินง่ายกว่าที่คิดนะ ไม่ต้องกังวลว่าจะล้ม

img_3875

จุดมุ่งหมายของเราคือ “เดะจิม่า” เมืองโบราณที่เป็นหมู่บ้านของชาวฮอลแลนด์ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ที่นางาซากิ สมัยเปิดประเทศใหม่ๆ  บรรยากาศดูคลาสสิก แบบ East meets West เราชอบมากเลยล่ะ ปกติแล้วที่นี่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษา ข้างในมีมุมถ่ายรูป นิทรรศการ การจัดแสดงภาพประวัติศาสตร์ฺ ร้านขายของที่ระลึก และร้านกาแฟด้วย (ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ 500 เยน)

img_8112

มีเจ้าหน้าที่แต่งชุดญี่ปุ่นโบราณคอยต้อนรับ และถ่ายรูปเป็นเพื่อนเราด้วย น่าเสียดายที่เรามาถึงเดะจิม่าตอนเย็นแล้ว ทำให้แสงไม่ค่อยมี ถ่ายรูปออกมาได้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่เราประทับใจกิโมโนของร้านนี้จริงๆนะ มันสวยและลายโดดเด่นไม่ซ้ำที่อื่น ถ้าได้มาเที่ยวนางาซากิอีก ก็จะกลับไปใช้บริการอีกแน่

img_8107

สำหรับราคาและประเภทของกิโมโน-ยูคะตะ ที่มีให้เช่านั้น มีหลายแบบมาก ถ้าเป็นกิโมโนลำลองแบบสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวใส่เดินเที่ยวในเมือง ราคาเริ่มต้นที่ 5,000 เยน ยังไม่รวมภาษี (รวมค่าแต่งชุดให้ แต่ไม่รวมค่าทำผม)

มียูคะตะ (กิโมโนลำลองสำหรับช่วงฤดูร้อน) ใช้เช่าด้วย ค่าเช่ายูคะตะ 4,000 เยน ถ้าเช่าเป็นคู่ 7,000 เยน ค่าทำผม 1,500 เยน (ราคายังไม่รวมภาษี) โดยราคานี้สำหรับการเช่า 2 วัน 1 คืน เหมาะจะเช่าใส่ไปเดินเล่นงานเทศกาลฤดูร้อนตอนกลางคืนก็ได้

ก่อนไปก็โทรไปจองเวลาร้านว่าจะไปกี่โมง หรือจะจองทางเว็บและเมลก็ได้ ใช้เวลาแต่งประมาณ 30 นาที ยิ่งไปเร็วยิ่งดี เพราะสามารถใส่ชุดได้ทั้งวัน ไม่จำกัดเวลา ขอแค่มาคืนที่ร้านก่อน 18:30 ก็พอ ดังนั้นยิ่งไปเร็วยิ่งได้ใส่ถ่ายรูปเล่นในเมืองนานกว่า คุ้มค่านะจ๊ะ

กิโมโนฮอพเพน Kimono Hoppen キモノホッペン

Address : Takashi Fukutera Street Amity 6-25 Kajiya-machi Nagasaki-shi Nagasaki-ken 850-0831

Tel:095-826-2583 โทรจองหรือจองผ่านทางหน้าเว็บล่วงหน้าก็ได้ https://n-hoppen.com/
เปิดทำการ :10:00~19:00 (รับลูกค้าถึง 18:00)
หยุดทุกวันอังคาร  instagram @kimono_hoppen

img_2580

การได้ใส่ชุดท้องถิ่นถ่ายรูปสวยๆเนี่ย มันยิ่งทำให้เรารู้สึกเข้าถึงสถานที่นั้นๆมากขึ้นนะ ว่ามั้ย อิอิ ไม่ว่าจะไปเมืองไหน ถ้ามีโอกาสได้ใส่กิโมโนหรือยูคะตะก็ทำให้เรารู้สึกดีได้เสมอ ติดตามไดอานี่ทริปนางาซากิตอน #03 ของเราเร็วๆนี้จ้าาาา แล้วก็ขอฝากบล็อกเที่ยวญี่ปุ่นจังหวัดอื่นๆด้วยนะจ๊ะ

สโลแกน : เรโกะ ออกทริปลัลล้าด้วยใจ อยากให้คนไทยสนุกกับการเที่ยวญี่ปุ่น เย้!!

ปล.เราไปที่นี่ในช่วงกลางเดือนม.ค.จ้ะ อากาศยังหนาว อุณหภูมิประมาณเลขตัวเดียว

 *about me*

facebook : Reiko.ws

instagram, youtube, twitter @reiko_ws

www.ReikoBangkokNeko.com

ติดต่องาน contact for work : reiko.ws@gmail.com

รูปแถม : เมื่อปลายเดือนม.ค.เราได้ไปออกรายการ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” เพื่อโปรโมทอีเว้นต์การท่องเที่ยวจ.นางาซากิมาล่ะ ได้ทีมงานจากกิโมโนฮอพเพนไปช่วยแต่งตัว ใส่ชุดยูคะตะให้ด้วย ชอบกิโมโน-ยูคะตะร้านนี้ สวยทุกชุดเลยเนอะ อิอิ

*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*

รีวิว East Hokkaido ขึ้นเหนือท้าความหนาว -15 องศาที่ “ฮอกไกโดตะวันออก” ตกปลา, ล่องทะเลน้ำแข็ง, ชมเทศกาลน้ำแข็งอลังการ

เราจะไป “ฮอกไกโด” !! ตอนที่เราทำงานพิธีกรรายการ Wezaa Cool Japan ที่ออกอากาศทางช่อง 3SD เมื่อปีที่แล้ว ในรายการจะมีน้องๆหนูๆวัยประถม มาร่วมแข่งขันตอบคำถามเพื่อชิงสิทธิ์ไปญี่ปุ่นทั้งครอบครัว ซึ่งจุดหมายที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ตอบว่าอยากไปเที่ยวในญี่ปุ่นคือ “ฮอกไกโด” เกาะใหญ่เหนือสุดของญี่ปุ่น ส่วนตัวเราเองเคยไปมาแล้วแค่ครั้งเดียว แถมยังเป็นตอนหน้าร้อนซะด้วย ปีนี้ฤกษ์งามยามดี มีโอกาสได้ไปเยือนฮอกไกโดซะที แถมยังไม่ใช่เมืองใหญ่ที่ใครๆ ก็รู้จักอย่างซัปโปโร, ฮาโคดาเทะ หรือโอตารุ แต่เป็น “แถบตะวันออกของฮอกไกโด” ซะด้วย แค่ได้ยินก็อยากไปแล้วใช่ม้า ปะ ออกเดินทางกันเลยยย

ทริปนี้เราเริ่มต้นกันที่สนามบินฮาเนดะ ขึ้นไฟลท์เช้าของ ANA เกือบ 8 โมง บินตรงไปยังเมืองอะบาชิริ ฮอกไกโด ที่อยู่ทางขวาของเกาะ ชาวญี่ปุ่นจะเรียกแถบนี้ว่า ฮอกไกโดตะวันออก 東北海道 (Higashi Hokkaido) นั่นเอง ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้วค่ะ

img_6707-1img_6710-1img_6712-1 การเดินทางมาที่นี่ แนะนำให้นั่งเครื่องบินภายในประเทศมาจะสะดวกมากนะคะ เพราะฮอกไกโดกว้างมาก (ถ้าขับรถจากซัปโปโร ก็ยังใช้เวลาตั้ง 4-5 ชั่วโมงแน่ะ) จากนั้นค่อยเช่ารถขับสบายๆ ถนนโล่งรถไม่เยอะค่ะ แค่ระวังกวางและสัตว์ป่าโผล่มาจ๊ะเอ๋แค่นั้นเอง 555 ธรรมชาติจริงๆ

พอมาถึงนี่สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก เป็นความหนาวติดลบ ที่ทำให้อากาศโตเกียวกลายเป็นอุ่นไปเลย

ที่แรกที่เราไปคือ “Akan Kokusai Tsuru Center” เมืองคุชิโระ ในฮอกไกโด เป็นศูนย์ให้ความรู้เกี่ยวกับนกกระเรียน สัตว์ขึ้นชื่อของฮอกไกโด มีนกกระเรียนสวยๆที่เลี้ยงแบบปล่อยให้ดูเพียบเลย

img_6753img_6748img_6756 ตอนที่ไปมีคนมาจัดงานแต่งงานต่อหน้าฝูงนกด้วย เพราะนกกระเรียนเป็นสัตว์รักเดียวใจเดียว อยู่เป็นคู่กันจนตาย ถึงอากาศจะหนาวมาก (ติดลบ) แต่ได้เห็นนกกระเรียนแบบใกล้ชิดแล้วไหวค่ะ!

คนที่ชอบศึกษาธรรมชาติ ควรลองมาซักครั้งนะคะ

*การเดินทาง แนะนำว่าขับรถมาสะดวกสุด แต่ขึ้นรถบัสมาก็ได้ ขึ้นจากสถานีรถไฟคุชิโระ ใช้เวลา 60 นาทีจ้ะ

*Akan International Crane Center
阿寒国際ツルセンター

http://kankou.city.kushiro.hokkaido.jp/tourism/crane.html

จากนั้นเราขึ้นรถต่อไปยังแถวทะเลสาบอะคัง 阿寒湖ในเมืองคุชิโระ 釧路 ฮอกไกโด 北海道แถวนี้มีชุมชมของชาวไอนุ ที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองของเกาะฮอกไกโดอยู่ด้วย

ถึงตอนนี้ชาวไอนุแท้ๆ จะไม่ค่อยหลงเหลืออยู่แล้ว จากการอพยพเข้ามาอยู่อาศัยของประชาชนจากเกาะอื่น แต่เค้าก็ยังรักษาวัฒนธรรมของไอนุไว้ให้ได้ชมกันที่นี่ จะเห็นได้ว่าร้านรวงทำด้วยไม้แกะสลัก สวยมากเลยนะ

img_7655img_7653img_7652img_7654https://www.akanainu.jp/ ทานมื้อแรกเพิ่มพลังกันที่ร้าน  นาเบะคิว 奈辺久เป็นร้านอาหารพื้นชื่อดังของที่นี่ เราเลือกเมนูปลาวาคาซากิทอดมาทานกัน ปลาตัวเล็กชุบแป้งกรอบ ทอดร้อนๆ กัดทานได้ทั้งตัว ไม่มีก้างตำคอเลย ไม่ต้องจิ้มซอสก็อร่อยแล้ว แต่จะใส่เกลือปรุงรสเพิ่มก็ได้ เราติดใจเกลือรสแกงกะหรี่ที่สุดเลย ราคาไม่แพงมากค่ะ ที่เห็นนี่ไม่จานละ 1,000เยน ถูกและให้เยอะกว่าในเมืองใหญ่ๆ อีกนะ

https://tabelog.com/en/hokkaido/A0112/A011201/1008548/

เอากระเป๋าเก็บที่โรงแรมก่อน แล้วเตรียมตัวใส่เสื้อผ้าให้อุ่นๆ ออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งกัน!! ในช่วงฤดูหนาวไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ คือกลางเดือนมีนาคม) น้ำในทะเลสาบอะคังจะแข็งตัวกลายเป็นลานน้ำแข็งหนาถึง 70 ซม. จนกระทั่งลงไปเดินเล่น ทำกิจกรรมต่างๆ ได้

img_7671 ซึ่งที่นี่เค้าก็มีอีเว้นต์ที่จัดทุกปี คือ ไอสุแลนด์อะคัง あいすランド阿寒 ในตอนกลางวันสามารถทำกิจกรรมเอ้าต์ดอร์ เช่นตกปลาวาคาซากิ ผ่านรูน้ำแข็ง, นั่งบานาน่าโบ๊ต และในตอนกลางคืน พื้นที่ตรงนี้ก็จะกลายเป็นสถานที่จัดการแสดงแสงสีเสียง โชว์น้ำแข็งประดับไฟ พร้อมโชว์ดอกไม้ไฟด้วยล่ะ

ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมวันนี้ที่เราได้ทดลอง คือการตกปลาวาคาซากิผ่านช่องน้ำแข็ง เค้าจะมีเต้นท์ให้เช่า พร้อมเก้าอี้ เบ็ดและเหยื่อล่อ (เซ็ตละ 1,500 เยน ไม่จำกัดเวลา)

ปลาที่ตกได้ สามารถให้เจ้าหน้าที่ทอดเป็นเท็มปุระร้อนๆทานได้เลย โดยกิจกรรมจะมีในฤดูหนาวของทุกปี จนถึงปลายเดือนมีนาคมเลยล่ะ

อยากบอกว่าปลาวาคาซากิทอดเป็นเท็มปุระร้อนๆนี่มันอร่อยมาก เนื้อนิ่ม ไม่มีก้างแข็งๆเลย ทานได้ทั้งตัว โรยเกลือ หยิบใส่ปากแป้บเดียวหมดแล้ว แต่จริงๆ พวกเราตกได้ไม่กี่ตัวเองนะ แม่ค้าเค้าใจดี แถมให้มาเป็นถึงเลย อิอิ ทริปนี้กินปลาไปเป็นฝูงแล้วเนี่ย แต่ก็ยอมอ้วนค่ะ เพราะมันอร่อยมว้ากกกก

http://www.lake-akan.com

ทำกิจกรรมเอ้าต์ดอร์ท่ามกลางความหนาวติดลบไปแล้ว ได้เวลาอบอุ่นร่างกายซะหน่อย ที่นี่มีคาเฟ่ต์แช่เท้าน้ำออนเซ็น 足湯カフェที่ขึ้นชื่อด้วยนะ

“Onsen Koubou Akan” 温泉工房あかん มีโต๊ะยาวที่ด้านล่างปล่อยน้ำแร่ให้ลูกค้าได้แช่เท้าตามใจชอบ

เมนูเด็ดคือ มาริโมะพุดดิ้ง まりもプリン (216 เยน) ที่ทำเป็นลูกกลมๆเหมือนสาหร่ายมาริโมะ วิธีกินคือเอาเข็มจิ้มลูกโป่งที่หุ้มให้แตก แล้วราดคาราเมลซอสลงไป อร่อยกลมกล่อมจริงๆ ดูข้อมูลร้านที่นี่เลย > https://g.co/kgs/h1ieU1 โรงแรมที่พักคืนนี้ของเราคือ New Akan Hotel ニュー阿寒ホテル เป็นโรงแรมใหญ่ที่ค่อนข้างหรูหรา และสะดวกมากๆ เพราะอยู่ติดกับตัวทะเลสาบเลย เดินลงไปเที่ยวงานได้ทันที

ลองมาดูห้องพักกันเลยค่ะ

เรื่องอาหารที่นี่เค้าก็จัดเต็มนะคะ บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำที่นี่มีเนื้อย่างเจงกิสข่าน แบบให้เราหยิบมาทำเองด้วยเตาไฟเล็กๆ ที่โต๊ะตัวเองได้ด้วยล่ะ

กินอิ่มแล้วก็ได้เวลาออกไปลุยความหนาว ดูอีเว้นต์ในช่วงกลางคืนละ มีทั้งร้านขายเครื่องดื่มอุ่นๆ กิจกรรมลองเลื่อยน้ำแข็ง การแสดงบนเวทีน้ำแข็ง และไฮไลต์คือโชว์ดอกไม้ไฟนั่นเอง งานนี้เข้าชมฟรีด้วยนะ

กลับโรงแรมมาแช่น้ำอุ่น พักผ่อนเอาแรงไปลุยในวันถัดมา

เช้าวันถัดมา เราเช็กเอ้าต์จากโรงแรม เพื่อเดินทางไปเที่ยวในเมืองต่อไป ก่อนออกเดินทางแวะซื้อของที่ระลึกในร้านของโรงแรมซะหน่อย ที่นี่มีของขึ้นชื่อ คือ “มาริโมะ” まりも พืชน้ำกลมๆน่ารัก ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น เคยอ่านเจอในโดราเอม่อน วันนี้ได้มาเห็นของจริงแล้ววว ที่ร้านของที่ระลึกในโรงแรมมีใส่ขวดเล็กๆวางขายเพียบเลย และยังมีคาแรกเตอร์ที่ทำเป็นรูปมาริโมะด้วยนะ บอกไว้ก่อนว่าที่ญี่ปุ่นเค้าอนุรักษ์มาริโมะธรรมชาติ เราไม่สามารถจับมาริโมะในทะเลสาบขึ้นมาขายได้นะคะ ที่เอามาขายในขวดแบบนี้ คือมาริโมะที่เค้าเพาะเลี้ยงขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะเลยจ้า ราคาก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ 300 เยนขึ้นไปจนถึงพันกว่าเยน แล้วแต่ขนาดความใหญ่ และความสวยงามของขวด

จากนั้นเรานั่งรถบัสกันยาวๆ 3 ชั่วโมง มาที่เมืองอะบาชิริ 網走 ที่อยู่ตอนเหนือขึ้นมา ถึงก็เที่ยงกว่าเลย เริ่มต้นด้วยการมาทานมื้อเที่ยง ที่โรงอาหารของ “พิพิธภัณฑ์เรือนจำอาบาชิริ” 博物館網走監獄 ที่นี่เป็นคุกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด นักโทษขั้นร้ายแรงมักจะถูกส่งมาที่นี่

อาหารที่นี่เค้าจำลองข้าวที่นักโทษกินจริงๆด้วยนะ เซ็ตที่เป็นปลากับข้าวบาเล่ต์ ราคา 720 เยน กับ 820 เยนเท่านั้น ส่วนที่เราเลือกคือ เซ็ตพิเศษจำกัด 10 เซ็ตต่อวัน ราคา 900 เยนจ้ะ รสชาติอร่อยดี ให้อารมณ์อาหารรสมือแม่ทำ

www.kangoku.jp/index.html

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาลุย  “เรือนจำ” หรือ “คุก” ที่เมืองอะบาชิริ ฮอกไกโด Abashiri Prison Museum 博物館網走監獄

img_6819img_6818

ที่นี่เคยเป็นที่คุมขังนักโทษร้ายแรงมาก่อน ตอนนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์ มีทั้งตึกเก่าที่คงสภาพเรือนจำอายุกว่าร้อยปีไว้ และห้องจำลองการคุมขังนักโทษ ตึกสวยๆที่นี่เป็นโลเคชั่นถ่ายหนังละครมาแล้วหลายเรื่องนะ

นอกจากจะการจัดแสดงให้ความรู้แล้ว ยังมีพุริคุระสไตล์นักโทษ คอสเพลย์ให้ใส่เล่นจำลองการคุมนักโทษไปทำงานสร้างถนนด้วย ตอนแรกนึกว่าจะน่ากลัว แต่พอไปแล้วสนุกและได้ความรู้มากเลยล่ะ

img_7732img_7730img_7735img_6823img_6822img_6820

*Abashiri Prison Museum 博物館網走監獄 www.kangoku.jp

*เปิดทุกวัน ราคาค่าเข้าผู้ใหญ่ 1,000 เยน นักเรียนนักศึกษา 700 เยน
*นั่งรถจากสถานี JR Abashiri ประมาณ 7 นาที

ออกจากคุก ที่ได้ทั้งความรู้และความตื่นเต้น เราก็ไปชมมิวเซี่ยมให้ความรู้เกี่ยวกับน้ำแข็งลอยทะเล ปรากฎการณ์ธรรมชาติขึ้นชื่อของเมืองนี้ ที่ “โอโฮซึคึริวเฮียวคัง” オホーツク流氷館

ที่นี่นอกจากจะให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับน้ำแข็งลอยทะเลที่จะชมได้เฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น ยังมีจุดชมวิวสวยๆที่มองไปเห็นน้ำแข็งลอยทะเลอยู่ลิบๆตรงขอบฟ้า และมีห้องเย็นอุณหภูมิ -15 องศา จำลองสถานการณ์ว่าถ้าเราไปติดอยู่บนน้ำแข็งในทะเลกับสัตว์ต่างๆให้ได้ลองเล่นกันด้วย แล้วถ้าเราถือผ้าขนหนูเปียกไปหมุนๆๆๆในห้องเย็น 30 วินาที มันจะกลายเป็นแท่งแข็งเป็กเลย!! ลองแล้ว แข็งจริงด้วยย ไม่ใช่แค่ผ้านะ มือเดี๊ยนนี่แหละ 5555 ถ้าใครได้ไปเที่ยวเมืองนี้ก็อยากให้ลองแวะไปกันนะคะ ถึงจะเป็นฤดูอื่นก็สามารถขึ้นไปชมวิวและเข้าไปเล่นในห้องเย็นได้ทั้งปีจ้าาา https://www.ry
/a>
ค่าเข้าผู้ใหญ่ 750 เยน
เด็กม.ปลาย 640 เยน เด็กม.ต้น, ประถม 540 เยน
ถ้าจะขึ้นไปชมวิวข้างบนอย่างเดียว ไม่เข้าตึก ฟรี!! ปล.ซอฟท์ครีมเกลือคาราเมลอร่อยมาก วันนี้เดินทางไกล แถมยังได้ท่องเที่ยวหลากรูปแบบ เราเลยเข้าโรงแรมเร็วหน่อย คืนนี้เรานอนกันที่บิซิเน็สโฮเต็ลในเมืองอะบาชิริ ชื่อ Route Inn สาขาหน้าสถานีอะบาชิริ เคยพักโรงแรมเจ้านี้หลายรอบแล้ว เค้าจะมีเซ็นโต บ่ออาบน้ำร้อนรวม (แยกชายหญิงให้ใช้บริการฟรีด้วย) แต่จะไม่ใช่น้ำแร่นะ เป็นน้ำร้อนปกติ เราเลยเลือกแช่ที่ห้องตัวเองดีกว่า และนี่คือห้องของเราในคืนนี้ค่ะ มื้อค่ำวันนี้ เราทานร้านอาหารใกล้ๆ โรงแรม แต่ไม่ธรรมดานะจ๊ะ เพราะมีเคยลงมิชลินไกด์บุ๊ก ปี 2012 มาแล้ว รับประกันความอร่อยแน่นอน เป็นร้านที่มีความโดดเด่นด้านเมนูย่างและปลา, ซีฟู้ดต่างๆ บรรยากาศก็ตกแต่งแบบญี่ปุ่นพื้นบ้าน น่านั่งเม้าท์ยาวๆ กับกลุ่มเพื่อน ชื่อร้าน อิซาบายะ 五十集屋 (isabaya) https://tabelog.com/en/hokkaido/A0110/A011001/1003476/ เช้าวันที่ 3 นอนหลับเต็มที่เช็กเอ้าต์ด้วยความสดใส พร้อมเที่ยวต่อแล้วววว ที่แรกของวันนี้ เรามาแวะทำงานฝีมือ เป็นแม่บ้านแม่เรือนกะเค้าหน่อย ที่ Ryuhyo Glass Museum 流氷硝子館 ในเมืองอะบาชิริ นอกจากจะมีเครื่องประดับ ของแต่งบ้านที่ทำจากแก้วขายแล้ว ยังมีเวิร์กช้อปให้ทำไอเท็มจากแก้วด้วยตัวเองอีกด้วย เราได้ลองทำสร้อยข้อมือแก้ว เริ่มจากการหล่อแท่งแก้วให้เป็นเม็ดกลมๆใส่ลวดลาย แล้วเอามาร้อยเป็นสร้อยข้อมือ ออกมาน่ารักถูกใจมากเลยล่ะ (1,800 เยน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) ล้ท่าเรือออโรร่าที่จะล่องไปชมน้ำแข็งริวเฮียวในทะเล
ระ

http://www.ryuhyo-glass.com

จากนั้นเราก็เดินไปที่ท่าเรือออโรร่า ที่จะพาเราไปดูน้ำแข็งลอยทะเล ช่วงที่เราไปคือต้นเดือนมีนาคม เป็นช่วงปลายๆของซีซั่นแล้ว แต่ก็ยังพอมีริวเฮียวให้เห็นอยู่บ้าง ถ้าใครแพลนอยากจะไปดูในปีหน้า แนะนำให้ไปช่วงปลายม.ค.ถึงก.พ.จะเห็นได้เยอะสุดนะจ๊ะ

img_7787img_7789img_7790img_7797img_7798

流氷 Ryu-Hyo แปลว่า น้ำแข็งลอยน้ำ (drift ice)

สามารถชมปรากฎการณ์น้ำแข็งลอยน้ำริวเฮียวแบบนี้ได้ทุกปี ตั้งแต่ช่วงม.ค.-ต้นเดือนมีนาคมจ้ะ

img_7808img_7795img_7807r> ดูข้อมูลเรือออโรร่าที่พาเราไปล่องทะเลน้ำแข็งที่นี่เลย >> https://www.ms-aurora.com/abashiri/

ชมความงามของน้ำแข็งลอยทะเลในธรรมชาติไปแล้ว มื้อเที่ยงมานั่งทานข้าวที่ฟู้ดคอร์ทบนท่าเรือ ของขึ้นชื่อที่นี่คือ ริวเฮียวคารี่ (แกงกะหรี่น้ำแข็งลอยทะเล) 流氷カリー (1,200 เยน)  เป็นแกงกะหรี่สีฟ้าและเนื้อไก่ต้มสีขาว เหมือนกับก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่กลางทะเล ทานคู่กับแป้งนันย่าง รสชาติไม่เผ็ดเท่าไหร่เมื่อเทียบกับอาหารไทย แต่ทานตอนร้อนๆก็ใช้ได้นะ

นอกจากนี้ยังมี ซังกิด้ง ザンギ丼 (880 เยน) และ ไคเซนด้ง 海鮮丼 (1,350 เยน) ทำด้วยวัตถุดิบสดใหม่ของฮอกไกโด น่าทานทุกอย่างเลยล่ะ ถ้าใครจะมาขึ้นเรือออโรร่าไปชมน้ำแข็งริวเฮียวก็ลองแวะทานดูนะจ๊ะ ทานข้าวเสร็จก็ได้เวลาย้ายสถานที่กันอีกแล้ว เราจะไปกันที่ “โซอุนเคียว” 層雲峡 ที่เป็นเมืองออนเซ็นขึ้นชื่ออีกที่ของฮอกไกโด ซึ่งตอนนี้กำลังมีอีเว้นต์น่าสนใจอีกด้วย ใช้เวลานั่งรถบัส 4 ชั่วโมงครึ่ง!! ใช่แล้วค่ะ ฟังไม่ผิดหรอก ก็ฮอกไกโดมันกว้างใหญ่มากกกก (เท่าที่ดูแผนที่ เราว่าใหญ่กว่าเกาะคิวชูทั้งเกาะอีกนะ แต่นี่คือฮอกไกโดแค่จังหวัดเดียว) การเดินทางระหว่างเมืองเลยใช้เวลามาก แนะนำให้ใช้รถบัสระหว่างเมืองจะสะดวกและปลอดภัยนะคะ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว หิมะทับถมหนา ถ้าเราไม่เชี่ยวชาญการขับบนภูเขา อาจจะเกิดอันตรายได้ ในรถบัสนี้จริงๆ แล้วมันเป็นรถบัสทัวร์ที่รับคนเป็นเที่ยวๆ แต่เที่ยวนี้มีเฉพาะพวกเรา เลยดูเหมาะเช่าเหมาคันเลย 555 คุณลุงบัสไกด์ แกแต่งตัวเฟี้ยวมาก แถมยังใจดีให้ข้อมูลความรู้ดีๆ ระหว่างเดินทางอีกด้วย

เห็นสวยๆ แบบนี้ไม่ใช่ปราสาทหรือบ้านเศรษฐีที่ไหนนะคะ แต่เป็นจุดพักรถให้พวกเราได้เข้าห้องน้ำและซื้อขนมกิน อลังการเนอะ เรามาถึงโรงแรมที่พักคืนนี้ ตอนประมาณ 6 โมงเย็นกว่าๆ ถือว่าถึงไวกว่ากำหนดการนิดหน่อย เอาของไปเก็บบนห้องก่อนค่อยลงมากินข้าว และนี่คือห้องของเราในคืนนี้ค่ะ เป็นห้องสไตล์ตะวันตกผสมกับแบบญี่ปุ่น กว้างขวาง นอนสบาย แน่นอนว่าที่โรงแรมยังมีออนเซ็นกลางแจ้งให้แช่ด้วยนะ แขกที่มาพักส่วนใหญ่จะมาเป็นหมู่คณะ ที่เราเห็นก็จะมีกลุ่มชาวจีนและทัวร์ไทยด้วย ชาวญี่ปุ่นที่มาเป็นแบบแฟมิลี่, กลุ่มเพื่อนวัยรุ่น รวมถึงแก๊งลุงป้าเหมารถมาเที่ยวกันก็เยอะ แต่ยังไม่ค่อยเห็นฝรั่งซักเท่าไหร่นะ

อาหารค่ำคืนนี้ บุฟเฟ่ต์ดีงามอีกแล้วค่ะ ทานเยอะๆ จัดเต็มกันไปเลย เพราะเดี๋ยวเราต้องออกไปตะลุยความหนาวข้างนอกอีก

ทานข้าวเสร็จ ขึ้นไปเตรียมตัวใส่เสื้อผ้าอุ่นๆ แปะแผ่นร้อนให้เรียบร้อยแล้วเดินไปดูงาน Sounkyo Ice Fall Festival 層雲峡氷瀑祭ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม

ซึ่งงานนี้เค้าได้เนรมิตลานกว้างในภูเขาให้เป็นอาณาจักรน้ำแข็ง ถือเป็นงานใหญ่ประจำปี ปีนี้จัดครั้งที่ 42 แล้ว โดยงานมีตั้งแต่ปลายม.ค.ถึง 20 มีนาคมที่ผ่านมา

img_7073

เราได้สัมผัสอุณหภูมิ -15 องศาเป็นครั้งแรกก็ที่นี่แหละ มันหนาว มันแข็งจนไม่รู้จะบรรยายยังไงดี แต่ผ่าน -15 มาได้ ไปที่ไหนก็คงรอดได้แล้วล่ะ 555

ซึ่งในงานจะมีน้ำแข็งตกแต่งสวยงาม พร้อมไฟประดับให้ถ่ายรูปเล่นมากมาย ลองสังเกตุดีๆจะมีภูเขาน้ำแข็งที่ได้แรงบัลดาลใจมาจากเจดีย์ของเมืองไทยด้วยนะ น่าภูมิใจจริงๆที่ชาวญี่ปุ่นเห็นความงามของวัดบ้านเรา

นอกจากจะมีน้ำแข็งสวยๆให้ดูแล้วยังมีดอกไม้ไฟในวันเสาร์อาทิตย์ด้วย ถ้าใครอยากไปก็วางแพลนไว้แต่เนิ่นๆได้เลย ปีหน้าเค้าจัดอีกแน่นอนจ้าาา

http://www.sounkyo.net/hyoubaku/

เช้าวันสุดท้ายในฮอกไกโดของเรา แต่งตัวเก็บของเรียบร้อยแล้ว เปิดหน้าต่างออกมาดูวิวซะหน่อย โอ๊ะ เจอแขกไม่ได้รับเชิญซะด้วย ลองดูสิว่าใครมานอนเลียขนอยู่แถวนี้ อิอิ

ก่อนออกจากโรงแรม เราเจอของดีที่ห้ามพลาดเมื่อมาถึงฮอกไกโด “ชิโร่ยโคอิบิโตะซอฟท์ครีม” (300 เยน)

img_6884

ซอฟท์ครีมจากแบรนด์ขนมชื่อดังที่คนไทยรู้จักกันดี เนื้อซอฟท์ครีมเนียนนุ่ม ละมุนนม ผสมไวท์ช็อกโกแลตชิโร่ยโคอิบิโตะด้วย ละเลียดได้เพลินๆ ทานครึ่งชั่วโมงถึงจะหมด เพราะอากาศติดลบไอติมไม่ละลาย อิอิ

มีขายทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยวและร้านของฝากในฮ
โดจ้ะ

จากนั้นเรานั่งรถบัสที่มีคุณลุงไกด์คนเดิม เข้าเมืองอาซะฮีคาว่า ใช้เวลาประมาณเกือบๆ 2 ชั่วโมง หลับบ้าง มองวิวบ้างเพลินดี มองเห็นกวางและวัวข้างทางอยู่เรื่อยๆ อาาาห์ ธรรมชาติอะไรเช่นนี้

ระหว่างนั่งรถคุณลุงไกด์แกให้ความรู้ว่า ตอนที่ฮอกไกโดเพิ่งก่อตั้งเมืองใหม่ๆในสมัยเมจิ รัฐบาลอยากจะขยายความเจริญ จึงเปิดรับสมัครชาวบ้านจากจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากฮอนชู, คิวชู, ชิโกคุ เพื่อให้มาตั้งถิ่นฐาน มอบที่ดินให้ทำกินฟรี จึงเป็นที่มาของการที่ชื่อสถานที่ในฮอกไกโด มีชื่อเหมือนกับ ชื่อสถานที่ในเกาะอื่นๆ ของญี่ปุ่นนั่นเอง เช่น คิตะฮิโรชิม่า, คุมาโมโตะ, ยามานาชิ เป็นต้น ส่วนชื่อเมืองอื่นๆ ในฮอกไกโดที่ อ่านยาก และเขียนด้วยคันจิแปลกๆ นั้น มาจากภาษาไอนุดั้งเดิมนั่นเอง ขอบคุณคุณลุงสำหรับความรู้ใหม่นี้นะคะ แล้วเราก็มาถึง”สวนสัตว์อาซาฮียาม่า” 旭山動物園 ในเมืองอาซาฮีคาว่า 旭川市 ที่นี่มีสัตว์เมืองหนาวหลายชนิดให้ได้ยลโฉมอย่างใกล้ชิด ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูหนาว 3 ตัวท็อปของที่นี่อย่าง เพนกวิน, หมีขาว, แมวน้ำ จะลัลล้าร่าเริงเป็นพิเศษ ก็ฤดูของเค้านี่นา ช่วงที่ยังมีหิมะตก (ถึงประมาณเดือนมีนาคม) ทุกวันเวลา 11 โมงเช้าจะมีพาเหรดเพนกวิน ออกมาเดินโชว์ตัวด้วย มันน่ารักตรงที่เพนกวินดูไม่ค่อยเต็มใจเดินนี่แหละ 555 แต่เจ้าหน้าที่ต้องบังคับให้เดินไม่งั้นมันจะเอาแต่นอน อ้วนเผละกันพอดี

img_7901img_7897img_7898img_7899 หมีขาวก็แหวกว่ายในน้ำ งับปลาอย่างมีความสุข แมวน้ำก็ว่ายวนเวียนไปมาน่าเอ็นดู อ้วนพริ้ว เหมือนลูกชิ้นรักบี้ในหม้อเอ็มเค เจ๊ยยย ไม่ใช่ละ 555

http://www.city.asahikawa.hokkaido.jp/asahiyamazoo/
หลังจากเพลิดเพลินกับความน่ารักของสัตว์เมืองหนาว ก็ได้เวลาที่เราจะต้องกลับเมืองร้อนแล้ว แง~ ยังไม่อยากกลับเลยอะ เรามาขึ้นเครื่องบินที่ท่าสนามบินอาซาฮีคาว่า ก่อนขึ้นก็ปิดท้ายด้วยราเมงโชยุร้อนๆ ซะหน่อย หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า ถ้ามาฮอกไกโด ต้องทานมิโซะราเมง เพราะเป็นของขึ้นชื่อ แต่จริงๆ แล้วมิโซะเค้าขึ้นชื่อที่ซัปโปโรนะจ๊ะ ถ้าเมืองอาซาฮีคาว่า ต้องโชยุราเมงนี่แหละ น้ำซุปร้อนๆ ไม่เค็มเกินไป ซดคล่องคอดี ไม่น่าเชื่อว่าจะกินหมดชาม (อีกละ) อิอิ

เดินทางต่อด้วย ANA ภายในประเทศมาลงฮาเนดะ แล้วต่อเครื่องมาลงที่กรุงเทพมหานครบ้านเรา จาก -15 องศา สู่ 35 องศา (ยังดีนะไม่ป่วย) ในการเดินทางแต่ละครั้ง นอกจากเราจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่แล้ว มิตรภาพที่ได้ระหว่างทาง ยังทำให้เราสุขใจอีกด้วย

ช่วงนี้มีโอกาสขึ้น ANA บ่อย ได้เจอน้องแอร์ที่เคยบินด้วยในทริปก่อน เค้าเอาการ์ดมาให้พร้อมของที่ระลึก รูปวาดและลายมือน่ารักมากเลย ขอบคุณนะคะ มีความสุขทุกครั้งที่ได้บินกับ ANA ค่ะ (สะสมไมล์ Star Alliance ได้ด้วย ดีตรงนี้ อิอิ)

img_6950ช่วงเก็บตก เรามีรีวิว “ชามาริโมะ” จากฮอกไกโดมาให้ดูกันล่ะ จะอร่อยหรือไม่ ยังไง ต้องลองมาดูกัน!!สำหรับทริปนี้ต้องขอขอบคุณสองสาวเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น คุณโนนากะ และคุณเอ็นโด ที่ช่วยพาเที่ยว และช่วยเป็นตากล้องจำเป็นให้เราด้วยนะคะ สนุกสนานมาก ก่อนกลับเราได้มอบยาดมไทยให้เป็นที่ระลึกกันด้วย หวังว่าจะชอบกันนะ อิอิ รวมถึงเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและไทยที่อยู่เบื้องหลังทุกท่านด้วยค่ะimg_6907สำหรับคนที่อยากตามรอยทริปนี้ของเรา แบบง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องเมเนจอะไรให้ปวดหัว ลองดูข้อมูลดีๆนี้เลยยยยนี่คือรถบัสที่เรานั่งระหว่างเมืองอะบาชิริ – โซอุนเคยว – อาสะฮีว่า EASTERN HOKKAIDO SIGHTSEEING BUS(ひがし北海道周遊観光バス) http://th.visit-eastern-hokkaido.jp/plan-your-trip-all/toursightseeingbus_winter/ HAnavi “JAPAN AIR PASS – EAST HOKKAIDO SPECIAL”(รวมข้อมูลการท่องเที่ยวฮอกไกโดตะวันออก) http://www.his-bkk.com/th/japan_tour/hokkaido-north-east.php (※ด้านล่างของ web page สามารถกดเข้าไปจอง HAnavi(JAPAN AIR PASS)ได้ด้วย) img_7830 สำหรับทริปนี้ เราจองแพ็กเกจ HAnavi(JAPAN AIR PASS)<ตั๋วเครื่องบินไปกลับโตเกียว – ฮอกไกโดตะวันออก และ โรงแรมที่พัก 1 คืน>air flight : HANEDA – KUSHIRO / ASAHIKAWA – HANEDAhotel : Hotel Route In Abashiri  (1 night)ราคาสำหรับการจอง JAPAN AIR PASS นั้น จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาลจ้ะ เช่น ถ้าออกเดินทางในช่วงเดือนเมษายน แล้วจองแพ็กเกจตั๋วเครื่องบินไปกลับโตเกียว – ฮอกไกโดตะวันออก และ ที่พัก 1 ห้องสำหรับ 2 คน ราคาจะตกคนละ 6,097 บาทเป็นต้นไปสามารถจอง HAnavi(JAPAN AIR PASS)ได้ทาง Online อย่างง่ายๆ ที่เว็บ http://www.his-bkk.com/th/contact.php หรือจะเข้าไปซื้อโดยตรงที H.I.S.Bangkokทุกสาขาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวนี้เค้ามีสาขาตามห้างและตึกออฟฟิศใหญ่ๆ หลายที่ เข้าไปหาข้อมูลการท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้สบายเลยล่ะimg_7727ขอให้สนุกกับการแพลนทริปต่อไปของคุณนะคะ ถ้าบล็อกนี้พาจะเป็นไอเดียให้ทุกคนมีแรงบัลดาลใจ อยากออกไปเที่ยวได้ เราจะดีใจมากเลย ทักทาย คอมเม้นต์ ติชมได้ที่โซเชี่ยลทุกทางของเราค่ะ*about me*Facebook : Reiko.wsInstagram, youtube, twitter @reiko_wsBlog www.ReikoBangkokNeko.com*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*

รีวิวเที่ยว Toyama สนุกครบทั้งชมธรรมชาติ,เล่นหิมะเรียนทำซูชิ, นั่งรถรางโดราเอมอน, ใส่กิโมโนเดินเล่นเมืองเก่า 

toyama-1

สวัสดีค่ะ ถ้าใครที่ติดตามโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กของเรา ทั้ง facebook, instagram ก็จะเห็นว่าช่วงปลายปีนี้เราไปญี่ปุ่นมา ได้ทำงานหลายอย่าง ได้ไปหลายที่ แน่นอนว่าแต่ละวันมีเรื่องสนุกๆน่าสนใจ อยากจะมาเล่าสู่กันฟังเพียบเลยล่ะ ซึ่งในบล็อกนี้เราจะสรุปรายละเอียดของทริปจ.โทยาม่า (รอบ 2 ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-2 ธ.ค.2016) แบบเน้นๆว่าไปไหน ทำอะไร กินอะไรมาบ้าง พร้อมข้อมูลของแต่ละโลเคชั่นด้วย เรียกได้ว่าอ่านแล้วเที่ยวตามได้สบายๆ เลย แถมยังมีวิดิโอคลิปจากเฟสบุ๊กไลฟ์แปะให้ดูบรรยากาศด้วย (ยาวหน่อยนะ อ่านให้จบด้วยล่ะ อิอิ) โดยทริปนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Hanavi บ.ท่องเที่ยวร่วมของ HIS และสายการยิน ANA ค่ะ ปะ ไปเที่ยวกันนนนน

ขอเกริ่นถึงจ.โทยาม่านี้ก่อนเลย เป็นจังหวัดที่อยู่ค่อนไปทางตอนกลางของญี่ปุ่น บนภูมิภาคโฮคุริคุ ข้างๆเป็นจ.อิชิคาว่า และจ.กิฟุ เดินทางสะดวกจากทั้งโตเกียวและนาโงย่า ถ้าเป็นจากโตเกียว ใช้เวลา 2 ชม.ด้วยชินคันเซน (เส้นนี้เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนมีนาคม 2015 นี่เอง) แต่ถ้าเป็นเครื่องบินจะยิ่งไวกว่า ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงเท่านั้นจากสนามบินฮาเนดะ มาลงที่สนามบินโทยาม่า คิโตะคิโตะ (ชื่อน่ารักอะ)

img_0976

สำหรับทริปนี้เราเดินทางไปกลับด้วยสายการบินภายในประเทศ ของ ANA ขึ้นเครื่องที่ฮาเนดะตอน 8 โมงเช้า นั่งแป้บๆ ไม่ทันหลับก็ถึงแล้วค่ะ มาถึงก็เจอท้องฟ้าสวยใสเลย ทริปนี้ต้องสนุกแน่

DAY 1สำหรับวันแรก เราจะไปเที่ยวทางธรรมชาติกันก่อนค่ะ ขึ้นเขา! เราได้ยินมาว่าบนเขานั้นหนาวมากกกกก อุณหภูมิอาจจะติดลบเลย ดังนั้นจึงเตรียมตัวมาเต็มที่ ใส่โค้ทขนอุ่นๆ ข้างในใส่ฮีทเทค แถมยังแปะแผ่นอุ่นไคโระมาอีกด้วย

img_0977

เทือกเขาทาเทยาม่านี้ ตั้งอยู่ในเนื้อที่ของจ.โทยาม่า ต่อเนื่องไปที่จ.นากาโนะ ในคราวนี้เราได้ขึ้นทาเทยาม่าเคเบิ้ลคาร์ จากสถานีทาเทยาม่า (ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 475 เมตร) ไปยังบิโจไดระ (ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 977 เมตร) ใช้เวลา 7 นาที

img_0975

(กับ มิยูกิจัง สาวญีุ่ปุ่นสุดน่ารัก เพื่อนร่วมทริปของเรา)

แต่ๆๆ ยังไม่หมดเท่านี้ค่ะ เราต้องต่อรถบัสอีก 50 นาที!! เพื่อขึ้นไปยังมูโระโด ซึ่งเรียกได้ว่าสูงเป็นลำดับต้นๆ ของเทือกเขาทาเทยาม่าเลย ตอนแรกที่ได้ยินว่า 50 นาทีนี่เตรียมตัวหลับเลยค่ะ นานเกิ๊นนน 555 แต่พอถึงเวลานั่งรถจริงๆ หลับไปลงเลย เพราะวิวสองข้างทางสวยมาก มองเห็นหิมะค่อยๆเพิ่มขึ้น ตามระยะทางความสูงที่รถบัสพาเราขึ้นๆไป เบาะรถบัสก็นุ่มอุ่นด้วยฮีตเตอร์นั่งเพลินๆเคลิ้มๆแป้บเดียวก็ถึงแล้วค่ะ

img_0970img_0972

และเมื่อถึงที่หมาย มูโระโด (ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,450 เมตร) มันสุดยอดมากกกกกก!!!

มองไปทางไหนก็เห็นแต่หิมะขาวโพลน สะอาดตา หิมะใหม่ต้นฤดูนี่มันสวยจริงๆ ที่มูโระโดนี้มีทั้งโรงแรมและร้านอาหาร ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาชมความงามของภูเขาในแต่ละฤดูกาล

img_0971

เราได้ทานมื้อกลางวันที่  “เรสเตอรองทาเทยาม่า” estaurant Tateyama レストラン立山 ด้วย เลือกเมนูเป็นอัลเพนเคอร์รี่ (1,400 เยน) จริงๆจะบอกว่าเลือกก็ไม่ถูกนักอะนะ เพราะตอนที่ไปอาหารขายดีมาก หมดเกือบทุกอย่างแล้ว 555 แต่ของเค้าอร่อยจริงๆ ค่ะ แกงกะหรี่เนื้อเนียนละมุน ทานแป้บๆข้าวก็จะหมดจานแล้ว (เป็นเนื้อวัว ผสมเนื้อหมูและไก่ค่ะ)

img_0979

ที่นี่เค้ามีอุปกรณ์การเล่นสกี รองเท้าใส่เดินหิมะให้เช่าด้วย เปลี่ยนรองเท้าเป็นบู้ตลุยหิมะแล้วไปลุยกันเลยยยยย

img_0978

มันหนาวมากกกก แต่มันก็สวยมากเช่นกัน!!

img_0974

เราเคยมาเรียนที่จ.นิอิกาตะ สมัยม.ปลายอยู่ 1 ปี ดังนั้นจึงค่อนข้างชินกับสภาวะที่หิมะตกทับถมสูงแบบนี้ แต่่ก่อนก็เดินลุยหิมะไปโรงเรียนแบบนี้แหละ ได้มาเดินอีกทีตอนโตแล้ว มันก็เหนื่อยเหมือนกันแฮะ แฮ่กๆๆๆ

img_0958

ถึงแม้ว่ากลางหิมะจะหนาวและเดินยากแค่ไหน แต่ได้เห็นวิวสวยๆแล้วก็ลืมความเหนือยไปเลยค่ะ เพื่อรูปสวยๆ สู้ค่ะ!

img_1005

ขากลับคนที่ร่วมขึ้นรถบัสลงเขากับเราจะเยอะเป็นพิเศษ เพราะว่าจริงๆแล้ว วันที่ 30 พ.ย.ของทุกปี คือวันสุดท้ายที่โรปเวย์และรถบัสเส้นทางนี้จะเปิดให้บริการสำหรับซีซั่นนี้

เมื่อเข้าเดือนธ.ค.หิมะจะตกหนักและหนามากขึ้นและอาจะทำให้เกิดอันตรายต่อนักท่องเทียวได้ ทางสถานีและโรงแรมจึงจะปิดทำการเป็นเวลา 4 เดือนกว่าๆ ไปเปิดอีกที่็โน่นน กลางเดือนเมษาปีหน้าเลย

img_0973

(ถ่ายกะป้ายวันที่ 30 พ.ย.ซะหน่อย วันสุดท้ายของซีซั่นเลยนะเนี่ย)

img_0980

เห็นบรรยากาศในวันนี้แล้วก็แอบเหงานิดๆแฮะ ร้านค้าก็เก็บของลงกล่อง ตู้กดน้ำก็ติดป้ายงดบริการ พนักงานก็เตรียมเก็บข้าวของกัน แต่ไม่ต้องกลัวว่าพวกพนักงานจะว่างกันนะคะ เราลองถามมาแล้ว เค้ามีงานรองรับค่ะ บางส่วนจะลงไปทำงานในออฟฟิศ ไม่ต้องบริการลูกค้า แต่ก็ต้องซ่อมบำรุงอุปกรณ์ต่างๆ และบางส่วนจะเปลี่ยนไปทำงานที่ลานสกีที่กำลังจะเข้าสู่ไฮซีซั่นนั่นเอง ใครที่สนใจอยากมาที่นี่ก็เตรียมตัวไว้เลย ช่วงเมษายน 2017 พร้อมต้อนรับทุกคนแน่ๆจ้าาา
*ดูข้อมูลเพิ่มเติม www.alpen-route.com

ที่ญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาวจะมืดเร็วค่ะ ซักสี่โมงครึ่งก็ฟ้ามืดแล้วพอนั่งรถกลับถึงตัวเมืงโทยาม่าแล้ว ทีมงานเค้าเลยพาเรามาเข้าพักที่โรงแรมเลย ทริปนี้เราพักที่โรงแรม Toyama Excel Tokyu ตั้งอยู่ตรงข้ามสถานี JR โทยาม่าเลยค่ะ แถมในตึกโรงแรมยังมีห้าง มีทั้งร้านร้อยเยน ร้านอาหารด้วย ถ้ายังไม่เหนื่อยจะลงมาเดินเล่นหน่อยก็ได้

img_0981

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://toyama.tokyuhotels.com/

มื้อค่ำ เราเดินออกจากโรงแรม มาในย่านที่มีร้านอาหารและสถานบันเทิง พวกซาราลี่มังเค้าก็จะมาแฮ้งก์เอ้าต์หลังเลิกงานที่นี่แหละ บรรยากาศจะสงบไม่พลุกพล่าน ไม่เหมือนเมืองใหญ่อย่างโตเกียวโอซาก้า

ร้านชื่อ โอซาคานะโนะอิเอะ (แปลว่า บ้านปลา) อาหารขึ้นชื่อของเค้า แน่นอนว่าต้องเป็นเมนูที่ทำจากปลานั่นเอง อร่อยและบรรยากาศเป็นกันเองมากเลยล่ะ

img_0982

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม https://www.facebook.com/osakanaya.toyama/

หลังจากที่อาหารทั้งหมดเข้าไปอยู่ในท้อง ประกอบกับวันนี้เดินลุยหิมะจนเหนื่อย คืนนี้เลยหลับสนิทเหมือนสลบเลยล่ะ อิอิ


DAY 2

ตื่นเช้ามาด้วยความสดใส นอนเต็มอิ่มเลย เตียงที่โรงแรมนิ่มและห้องกว้างมากกก สบายเหมือนอยู่ห้องตัวเองเลย อิอิ วันนี้เราเริ่มต้นกันด้วยการไปล่องเรือชมธรรมชาติกันค่ะ  นั่งรถบัสไปที่ท่าเรือโอมากิออนเซ็น เพื่อล่องเรือชมความงามของวิวรอบๆ แม่น้ำโชกาว่า Shougawa 庄川 บรรยากาศในท่าเรือสวยคลาสสิกมากๆ แถมที่นี่ยังเป็นโลเคชั่นถ่ายทำรายการทีวีและละครมาแล้วหลายเรื่อง การันตีความสวยได้จริงๆ

img_0983

img_0969

ที่นี่สามารถล่องเรือได้ตลอดทั้งปี ชมความงามที่แตกต่างกันได้ทั้ง 4 ฤดูเลยค่ะ ช่วงที่เราไปใบไม้เปลี่ยนสีหมดแล้ว เป็นรอยต่อก่อนที่หิมะจะตกขาวโพลน ถ้าใครไปช่วงฤดูหนาวก็จะได้เห็นภาพสวยอีกแบบนะคะ


*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://www.shogawa-yuran.co.jp/

มื้อเที่ยงวันนี้ เราได้ไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ด้วยการ “เรียนทำซูชิ” เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยที่เราได้เข้าครัว ทำเมนูขึ้นชื่อของญี่ปุ่นอย่างซูชิ (ปกติก็ไม่ค่อยจะเข้าครัวอยู่แล้วอะนะ 555)

img_0984

Shinminato Sushi Academy หรือชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า 新湊すし塾 (Shinminato Sushi Juku) นี้ เพิ่งก่อตั้งมาเมื่อปีที่แล้ว (2015) นี่เอง เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองท่าเรือ จับซีฟู้ดสดๆ ใหม่ๆ มาได้ทุกวัน ชาวบ้านแถวนี้เลยประกอบอาชีพชาวประมงกันเสียเป็นส่วนใหญ่ เจ้าของโรงเรียนเห็นว่าในเมื่อคนเปิดร้านซูชิเยอะและ แต่ยังไม่มีคนเปิดโรงเรียนสอนทำซูชิ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติเลย จึงได้เริ่มเปิดโรงเรียนขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้วที่นี่ก็ไม่ใช่โรงเรียนแบบเต็มรูปแบบ ออกแนวร้านซูชิที่เปิดโอกาสให้แขกได้ลองทำด้วยตัวเอง เป็นเวิร์กช้อปสั้นๆ เสียมากกว่า แต่ก็ทำให้ที่นี่กลายเป็นที่นิยมในบรรดานักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

img_0957

สำหรับคอร์สของที่นี่ เริ่มเปิดคลาสได้ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ค่าเรียนก็มีให้เลือกหลายราคา ทั้ง ทำซูชิ 8 ชิ้น / 2,800 เยนต่อคน, ทำซูชิ 10 ชิ้น / 3,500 เยนต่อคน, ทำซูชิ 12 ชิ้น / 7,000 เยนต่อคน ในวันนั้นเราได้ทดลองทำเซ็ต 10 ชิ้น เริ่มแรกคือ เมื่อมาถึงทางโรงเรียน เจ้าหน้าที่ก็จะเอาเสื้อคลุมแบบญี่ปุ่น (ฮัปปิ) มาให้ใส่ เพื่อสร้างบรรยากาศสนุกสนาน เหมาะสำหรับถ่ายรูปเล่นวอร์มอัพก่อน จากนั้นอาจารย์ก็จะจัดเตรียมวัตถุดิบในการทำไว้บนโต๊ะ ประกอบไปด้วยข้าวสวย และเนื้อปลาชนิดต่างๆ แล่สำเร็จไว้แล้ว และวาซาบิ ทุกคนต้องล้างมือให้สะอาดเรียบร้อย จากนั้นใส่ถุงมือพลาสติก แล้วฉีดน้ำยากันข้าวติดมืออีกชั้นเป็นการเตรียมความพร้อม

img_0960

เริ่มจากการปั้นข้าวเป็นก้อนเสียก่อน โดยข้าวที่หยิบขึ้นมานั้น ต้องมีน้ำหนัก 20 กรัม (อาจารย์ให้เครื่องชั่งมาวางไว้ข้างๆ ทุกคนเลยค่ะ) บีบหลวมๆ ให้เป็นก้อนยาวๆ ไม่ต้องให้แน่นมาก เพราะความอร่อยของซูชิอยู่ที่ข้าวนุ่มๆ ไม่อัดแน่นแบบโอนิกิริ (ข้าวปั้นสามเหลี่ยม) จากนั้นหยิบเนื้อปลาขึ้นมา ใช้นิ้วป้ายวาซาบิทาลงไป มากน้อยแล้วแต่ความชอบ แล้ววางลงบนก้อนข้าว จัดแต่งให้สวยงาม เท่านี้ก็ได้ซูชิ 1 ชิ้นแล้วล่ะ สำหรับชิ้นที่รูปร่างแปลกออกไปอย่างไข่ปลาหรือไข่หวาน ก็จะมีการเอาสาหร่ายมาพันรอบๆ ด้วย

img_0985

(ผลงานเราเอง!!! ไม่น่าเชื่อใช่มั้ยล่ะ นั่นสิ ทำไปได้ไงเนี่ย ยังไม่อยากเชื่อตัวเองเลย 555)

และอาจารย์ยังได้ให้ความรู้เราเพิ่มเติม เช่นคำถามที่ว่า “ทำไมเชฟซูชิของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ถึงเป็นผู้ชาย” คำตอบคือ “จริงๆ แล้วไม่มีกฎห้ามผู้หญิงทำซูชิ เพียงแต่ว่าโดยธรรมชาติแล้วอุณหภูมิร่างกายของผู้หญิงจะอุ่นกว่าผู้ชาย ดังนั้นเวลาหยิบจับเนื้อปลาสด อาจจะทำให้รสชาติเปลี่ยนได้นั่นเอง ผู้หญิงเลยไม่นิยมเป็นเชฟซูชิ”

“กว่าจะเป็นเชฟซูชิที่เก่งได้ ต้องใช้เวลาฝึกฝนกี่ปี” อาจารย์ตอบว่า “อย่างน้อยต้องสั่งสมประสบการณ์ 10 ปีขึ้นไป ถึงจะเก่ง อย่างตัวอาจารย์เองนี่ก็ทำขายในร้านมา 45 ปีแล้ว”

“ทำไมถึงต้องใส่วาซาบิลงในซูชิ” อาจารย์ตอบว่า “นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติแล้ว วาซาบิยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อนั่นเอง”

ใช้เวลาเดินทาง 45 นาทีจากสนามบินโทยาม่าด้วยรถยนต์ หรือ ใช้เวลา 20 นาทีจากสถานีชินคันเซน ชินโทยาม่า เราคิดว่าเดินทางด้วยรถยนต์น่าจะสะดวกที่สุด ดังนั้นใครจะไปก็ขอแนะนำให้เช่ารถยนต์ขับไปนะคะ คลาสเรียนนี้ทั้งสนุก, อร่อย แถมยังได้ความรู้ด้วย อยากให้ลองมากันนะคะ

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://sushiacademy.toyama.jp

จากนั้นเราก็นั่งรถบัสมายังเมืองทาคาโอกะ ที่นี่มีสถานที่ทางพุทธศาสนาขึ้นชื่ออย่าง “หลวงพ่อโตแห่งทาคาโอกะ” 高岡大仏 ด้วยนะ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่อยู่กลางแจ้งของญี่ปุ่น นอกจากที่นี่แล้วก็จะมีที่คามาคุระ และเมืองนาราค่ะ

img_1004

มีโอกาสได้มาทั้งทีเราเลยไม่พลาดที่จะสักการะขอพร สามารถเดินเข้าไปชมด้านใต้หลวงพ่อโตได้ด้วยนะคะ ที่นี่จะได้รับความนิยมมากจากบรรดานักท่องเที่ยวรุ่นคุณลุงคุณป้า มาเป็นหมู่คณะ น่ารักเชียว

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://www.takaokadaibutsu.xyz/

และจากนี้จะเป็นช่วงเวลาของอีกหนึ่งไฮไลต์ของทริปนี้ นั่นคือ การเยือนถิ่นโดราเอม่อนนนนนนนน!! เพราะว่าที่เมืองทาคาโอกะ จังหวัดโทยาม่าแห่งนี้ เป็นบ้านเกิดของอ.ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ผู้วาดโดราเอมอนนั่นเอง จึงมีสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับโดราเอม่อนให้เราได้ตามรอยมากมาย

img_0986

เริ่มจากที่สถานี JR ทาคาโอกะ จะเป็นต้นสายของรถรางที่เป็นการคมนาคมที่นิยมในเมืองนี้ ซึ่งจะมี “รถรางโดราเอมอน” วิ่งให้บริการด้วย ทั้งภายนอกและภายในตกแต่งสีฟ้าสดใส และลายคาแรกเตอร์ต่างๆจากเรื่องโดราเอมอน น่ารักน่าถ่ายรูปทุกมุมเลยล่ะ

img_0966

และสถานที่ที่แฟนพันธ์แท้โดราเอม่อนและผลงานเรื่องๆของอ.ฟูจิโกะฟูจิโอะพลาดไม่ได้คือ “แกลอรี่ของอ.ฟูจิิโกะฟูจิโอะ” Fujiko F Fujio Hometown Art Gallery 藤子F不二雄ふるさとギャラリー นั่นเอง

img_0987

img_0964

ที่นี่ได้รวมรวมอัตถประวัติ และผลงานของอ.ฟูจิโกะฟูจิโอะเอาไว้ทั้งหมด นอกจากโดราเอมอนแล้ว ยังมีผลงานเรื่องอื่นๆ เช่น ปาร์แมน, นินจาฮัตโตริ, ผีน้อยคิวทาโร่ เป็นต้น แถมที่นี่ยังมีสินค้าเกี่ยวกับโดราเอม่อนแบบลิมิเต็ดเฉพาะที่นี่จำหน่ายอีกด้วย ถ้าใครได้ไปโกยกลับมาเยอะๆเลยนะ

img_0967

img_0965

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://fujiko-artgallery.jp/

จากนั้นเราเดินทางกลับเข้าเมือง เดินเล่นย่านถนนการค้าของที่นี่ เจอร้านขายกิโมโนรีไซเคิล ร้าน Tansu ya たんす屋 ซึ่งเป็นร้านขายกิโมโนมือสองที่มีสาขาหลายที่ในญีุ่ปุ่น ตอนแรกก็กะจะเดินผ่านไปแล้ว แต่เห็นมุมกิโนโนลดราคา เลยแบบลองเข้าไปดูหน่อยดีกว่า

img_0988

คุณป้าพนักงานร้านน่ารักและใจดีมากๆ ช่วยแนะนำกิโมโนที่สีและไซส์ที่เข้ากับเรา รวมถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆที่ต้องใช้อีกด้วย ส่วนโอบินั้นเรามีของยูคะตะอยู่แล้ว ป้าบอกว่าใช้ด้วยกันได้ ไม่ต้องซื้อ สรุปแล้วเราได้ชุดกิโมโนมือสองพร้อมอุปกรณ์มาในราคาเพียง 6,000 กว่าเยนเท่านั้น คุ้มสุดๆเลยล่ะ ไว้จะมาแต่งแล้วรีวิวให้ชมนะจ๊ะ

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://tansuya.jp/shop/koshinetsu-hokuriku/detail/toyama.html

มื้อค่ำวันนี้ ได้เวลาของอาหารขึ้นชื่อของจ.โทยาม่า อย่าง “ราเมนดำ” Toyama Black Ramen 富山ブラックらーめん ร้านที่เราไปทานชื่อ “ราเมนอิโรฮะ” Ramen Iroha らーめんいろは ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเมนูนี้

img_0989

ที่มาของแบล็กราเมน เกิดขึ้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองเสียหายและผู้คนเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องใช้กำลังของคนหนุ่มสาวเพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ จึงมีคนหัวใสคิดค้นราเมนน้ำดำด้วยโชยุปลารสชาติเข้มข้น  เพื่อให้ทานคู่กับข้าวเพื่อเพิ่มพลังงานนั่นเองงงงงงงง

img_0968

สำหรับราเมนดำนี้ เราได้ลองแล้วรสชาติค่อนข้างเค็มอย่างที่ว่าจริงๆ โดยรวมอร่อยดีนะคะ แต่ทานแล้วต้องดื่มน้ำตามเยอะๆหน่อยละกัน ร้านอิโระฮะนี้มาเปิดสาขาในเมืองไทยแล้วด้วยนะ ลองไปชิมกันเลย เห็นคนที่เคยไปบอกว่ารสชาติเหมือนที่ญี่ปุ่นเด๊ะเลยล่ะ

ร้าน Ramen Iroha ที่เราไปนี้อยู่ในตึก CiC ชั้นใต้ดินเลยค่ะ
*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://www.menya-iroha.com/

ของคาวเสร็จแล้วไม่พอต้องต่อของหวาน ที่ข้างๆสถานีโทยาม่า จะมีห้างขายเสื้อผ้าและของใช้วัยรุ่น น่ารักๆมากมาย รวมถึงมีร้านชาเขียวชื่อดังของจ.โทยาม่า “ฟูจิโอกะเอ็น” โดยร้านของหวานที่เราไปนี้เป็นร้านในเครือของชาเขียวฟูจิโอกะเอ็น ชื่อ “ชาเฟ่ชาลาล่า” Cha ‘fe Cha LaLa / 茶’fe茶LaLa มีทั้งของคาวหวาน แต่ที่ขึ้นชื่อคือเมนูของหวานชาเขียวนี่แหละ

img_0990

(จากซ้าย) พาเฟ่ต์ฟักทอง 650 เยน, สเปเชี่ยลพาเฟ่ต์ 690 เยน และซอฟท์ครีมราดคาราเมล 417 เยน

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://www.fujiokaen.jp/hpgen/HPB/entries/3.html

สุขกายสบายท้อง วันนี้ได้กินแต่ของชอบมีความสุขจัง กลับห้องไปนอนแช่น้ำร้อนพักผ่อน เตรียมตัวเที่ยววันสุดท้ายก่อนกลับละ

…………………………………………………………………………………………………………………..

DAY 3

วันสุดท้ายของทริปนี้แล้วยังไม่อยากกลับเลย แงๆ หลังจากแพ็กกระเป๋าเช็กเอ้าต์แล้ว เราก็เดินมาดูร้านของฝาก “TO TOYAMA” ที่อยู่ในห้าง CiC ในตึกโรงแรมนั่นแหละ บอกตรงๆว่าเวลามาเที่ยวต่างจังหวัดแบบนี้ เราก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าอะไรมันดัง มันนน่าซื้อหรอก แต่โชคดีที่ร้านนี้เค้ามีป้ายบอกอันดับไว้เลยว่าอะไรขายดีมั่ง

เราเลยเอา 5 อันดับของฝากขายดีมาให้ดูกันเผื่อเป็นไอเดียวสำหรับคนที่จะมานะจ๊ะ

img_0991

No.1 “ชิโระเอบิคิโค” Shiro Ebi Kikou しろえび紀行 (540 เยน)

เป็นข้าวเกรียบแผ่นกลมๆ ทำจากข้าวของจ.โทยาม่า รสกุ้งขาวของขึ้นชื่อ

No.2 “โฮตารุ อิกะ ฮามาโบชิ” Hotaru Ika Hamaboshi ほたるいか浜干し (432 เยน)

ปลาหมึกโฮตารุตากแห้งปรุงรส เคี้ยวหนึบๆเป็นกับแกล้มน่าจะเหมาะ

No.3 “เกตเซไค” Gessekai 月世界 (432 เยน)

ลองชิมดูแล้วลักษณะเป็นแป้งหวานๆมีอากาศอยู่ข้างใน คล้ายๆข้าวเกรียบ+ขนมโก๋

No.4 “โทยาม่าราเมน คุโระ” Toyama Ramen Kuro 富山らーめん 黒 (669 เยน)

กลับไทยไปก็ยังได้กินราเมนโชยุดำของขึ้นชื่อของโทยาม่านะจ๊ะ เหมาะจะซื้อกลับไปฝากคนที่บ้าน

No.5 “ฮิมิอุด้ง” Himi Udon 氷見うどん (432 เยน)

นอกจากนี้ยังมีไอเท็มโดราเอมอน และหัตถกรรม, ของโอท็อปอื่นๆอีกมากมายimg_0992

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://www.info-toyama.com/event/80358/

img_1006

ออกจากร้านของฝากแล้ว เรามากันต่อที่ห้างขายยา “อิเคดะยะ” Ikeda ya 池田屋 ในจ.นี้เค้าขึ้นชื่อเรื่องเป็นแหล่งผลิตยารักษาโรค และร้านอิเคดะยะนี้ก็เป็นหนึ่งในห้างขายยาเก่าแก่ของจ.โทยาม่า ซึ่งที่นี่ เราสามารถหาซื้อยารักษาโรคชื่อดังของญี่ปุ่นกลับไปได้ รวมถึงทดลองทำยาลูกกลอนแบบดั้งเดิมอีกด้วย โดยคุณลุงพนักงานจะสาธิตวิธีทำให้เราดูก่อน แล้วเปิดโอกาสให้เราลองทำบ้าง

img_0993

แต่ว่าลูกกลอนที่เค้าเอามาสาธิตให้ดูนี่ไม่ใช่ยาจริงๆนะจ๊ะ เป็นแค่แป้งเปล่าๆใส่สีดำเท่านั้น ถึงเวลาผลิตจริงๆ เค้าต้องทำในห้องที่สะอาดปลอดเชื้อ เพื่อรักษาคุณภาพยาจ้า

img_0955

เราได้ลองทำยาลูกกลอนด้วย ผลจะออกมาเป็นยังไงนั้น ลองดูในไลฟ์นี้เลย อิอิ ได้ของที่ระลึกเป็นลูกโป่งกระดาษกลับมาด้วยนะ

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.hangontan.co.jp/

จากนั้นทางญี่ปุ่นเค้าพาเราไปที่เมืองยาซึโอะ ในจ.โทยาม่า เป็นเมืองที่รักษาสภาพบ้านเมืองเก่าแก่ ตั้งแต่ยุคเอโดะ-เมจิ (เกินร้อยปี) เราทานมื้อกลางวันกันที่ร้านอาหารแบบบ้านๆ ชื่อ “คุสุโนะคิเทอิ” Kusu no ki tei 楠亭 บ้านจริงๆค่ะ เพราะมันคือการเข้าไปนั่งทานอาหารใน “บ้าน” ของชาวบ้านจริงๆเลย อารมณ์เหมือนมาเยี่ยมบ้านญาติ แล้วมานั่งห้องเสื่อทาทามิ ล้อมวงทานข้าวหน้าทีวีอะ ได้ฟีลญี่ปุ่นแท้ๆดีนะ คิดว่าคนไทยหลายคนก็คงชอบการเที่ยวสไตล์นี้เหมือนกัน

img_0994

ส่วนอาหารก็รสชาติแบบฝีมือคุณแม่ทำ เราชอบของทอดในจานมากเลย มันเหมือนหมูกระจงของไทยอะ จะเป็นหมูสามชั้นหั่นบางๆทอดกรอบ ทานกับซอสสีแดง เรียกว่าอุเมะวาซาบิ  เปรี้ยวๆอร่อยดี

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม https://tabelog.com/en/toyama/A1601/A160101/16002708/

img_0996

ออกจากร้านอาหารก็มากันต่อที่ “โอยัตซึ” おやつ คาร์เฟ่ต์และเกสต์เฮ้าส์ที่รีโนเวทบ้านเก่าอายุมากกว่า 140 (สมัยเมจิ) ให้เป็นร้านน่ารักแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม แต่ดูสะอาดสะอ้านและร่วมสมัย (ห้องน้ำที่นี่มีระบบวอร์ชเล็ตด้วยนะจ๊ะ)

img_0995

โดยมีเจ้าของร้านเป็นสาวสวย นิสัยน่ารัก ชื่อ “ซายูริ” (ชุดสีเทาคนกลาง) เธอเก่งทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาจีน เพราะเคยไปทำงานเป็นครูโรงเรียนคนญี่ปุ่นที่เมืองเฉินตู นาน 4 ปี จากนั้นก็นำเอาประสบการณ์ที่ได้จากการอยู่ต่างประเทศ มาพัฒนาที่นี่เพื่อให้เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ง่าย

img_0963

เกสต์เฮ้าส์ที่นี่เปิดให้เข้าพักได้เป็นหมู่คณะ ถ้าใครมาเยอะๆจะปิดบ้านเช่าอยู่ทั้งหลังเลยก็ได้ แถมยังมีกิจกรรมเวิร์กช้อปแบบญี่ปุ่นไว้บริการอีกด้วย

img_0956

เราได้ลองบริการ “ใส่กิโมโนเดินชมเมือง” ราคา 3,000 เยน โดยกิโมโนของที่ร้านจะเป็นของมือสองที่พวกคุณป้าคุณน้าชาวเมืองเอามาให้ทางร้าน ใช้ใส่ให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งแน่นอนว่ามีแต่ลายเก๋ๆแบบวินเทจ ถือเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีในกิโมโนของใหม่ ราคานี้ถือว่าคุ้มมากค่ะ เพราะการใส่กิโมโนไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายชิ้นหลายขั้นตอน

img_0962

และระหว่างที่เรากำลังไลฟ์เก็บบรรยากาศในเมืองอยู่นั้นเอง ก็ไปเจอการถ่ายทำรายการทีวีของ คุณซึรุเบะ นักแสดงรุ่นใหญ่ที่ดังมากของญี่ปุ่น (ถ้าเปรียบกับไทยก็คงประมาณอาต้อย เศรษฐามั้ง) เลยโดยเรียกไปสัมภาษณ์ด้วยซะงั้น 555 ยังไงก็รอชมพร้อมกันทางช่อง NHK วันที่ 23 Jan 2017 ในรายการ “ซึรุเบะ โนะ คาโซคุนิ คัมไป” Tsurube no Kazoku ni Kampai 鶴瓶の家族に乾杯 นะจ๊ะ (จะพยายามหาดูในเน็ตให้ได้)

เราประทับใจร้านโอยัตซึ และความน่ารักของซายูริมากๆเลย เค้าน่ารักจริงๆ ตั้งใจไว้ว่าจะต้องกลับมาที่นี่เอง แบบขับรถมาเที่ยวเองและมาพักเกสต์เฮ้าส์ให้ได้ ถ้าใครได้ไปหาซายูริก่อนเราก็แท็กรูปมาให้ดูด้วยนะ

img_0997

img_0954

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://8-base.chu.jp/
https://www.facebook.com/8base/

ออกจากยาซึโอ เรามุ่งหน้ากลับเข้าตัวเมืองโทยาม่าระหว่างทางมองเห็นวิวภูเขาทาเทยาม่าเป็นแบ็กกราวน์ สวยจริงๆ

img_0998

ปิดท้ายทริปนี้ เราแวะชม “พิพิธภัณฑ์แก้ว” Toyama Glass Art Museum 富山市ガラス美術館 (ค่าเข้าชม 800 เยน) ที่อยู่ในตัวเมืองโทยาม่า

img_0999

ที่นี่จะมีส่วนทั้งที่จัดแสดงผลงานแก้วประดิษฐ์ และส่วนที่เป็นห้องสมุดประจำเมืองโทยาม่าด้วย ได้เข้ามาเดินแล้วอิจฉานักเรียนนักศึกษาที่นี่เลย ได้เข้ามาติวหนังสือกันในที่สวยๆแบบนี้ คุณภาพชีวิตดี๊ดีอะ

img_1003

และยังมีมุมขายของที่ระลึกของมิวเซี่ยม ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าไอเดียเก๋ๆ เครื่องเขียนของแต่งบ้าน

img_1007

img_0959

(ที่คั่นหนังสือแบบใส ทำเป็นหน้าแมวได้ด้วย ราคา 400 กว่าเยน)

เดินมาเยอะแล้ว แวะพักกายพักใจกันที่ร้านของหวานดีกว่า ฮี่ๆ ในมิวเซี่ยมมีคาเฟ่ต์ด้วยนะ ชื่อร้าน “ฟุมูโรยะคาเฟ่ต์”  Fumuroya Cafe เมนูขึ้นชื่อของที่นี่คือซอฟท์ครีมและเครื่องดื่มที่ทำจากนมถั่วเหลิอง อร่อยถูกใจสาวเฮลธ์ตี้แบบเราเลยยยย (มองข้ามความหวานไปนะ 555)

img_1002

img_1001

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://toyama-glass-art-museum.jp/

หมดเวลาในโทยาม่าแล้ว แง๊ ยังไม่อยากกลับเลยอะ แต่ก็ถึงเวลาต้องเอาเสื้อผ้ากลับไปซักบ้างแล้วล่ะ 555 เรากลับด้วยสายการบิน ANA ไปที่ฮาเนดะ ก่อนขึ้นเครื่องพอมีเวลาเลยโกยขนมของฝากจากร้านในสนามบินกลับไปเพียบเลย ฮี่ๆๆ

เรียกได้ว่าเป็นอีกทริปที่น่าประทับใจ ทั้งความสวยงามของธรรมชาติ, ความน่ารักใจดีของผู้คน, ความสนุกของกิจกรรมที่ได้ทำ ก็หวังว่าพอจะเป็นไอเดีย เป็นแรงบัลดาลใจให้คนที่อ่านอยู่อยากลองมาเที่ยวจ.โทยาม่ากันบ้างนะคะ

img_0961

*ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://www.ana.co.jp/asw/wws/th/e/?cid=SEAgooglethai201506015100#48020409937

ถ้าคุณเบื่อความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ไม่ได้อยากท่องเที่ยวแค่เพื่อการช้อปปิ้งเท่านั้น ก็ขอฝากโทยาม่าไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ (ปิ๊งๆๆ)

สำหรับคนที่อยากมาเที่ยวญี่ปุ่นด้วยแพ็กเกจสะดวกสบาย และราคาน่ารัก ทาง Hanavi ซึ่งเป็นบ.ท่องเที่ยวร่วมทุนระหว่าง HIS หนึ่งในบ.ผู้นำด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น และสายการบิน ANA ที่ชาวญีปุ่นไว้ใจ เค้ามีแพ็กเก็จมากมายไว้ในเว็บภาษาไทยให้ทุกคนได้เข้าไปเลือกชมกัน ไม่จำเป็นต้องซื้อเป็นทัวร์ จะดูเป็นแพ็กเที่ยวเอง, บริการตั๋วรถไฟห้องพักโรงแรม หรือวันเดย์ทริปก็ได้ ซึ่งทริปนี้ทีมงานของ Hanavi และ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเค้าดูแลเราดี ใส่ใจ น่ารักกันทุกคนเลย ก็ต้องขอขอบคุณมากๆเลยนะคะ ประทับใจจริงๆ

สำหรับคนที่อยากไปสัมผัสจ.โทยาม่าแบบเราบ้าง ทาง Hanavi เค้าก็มีแพ็กเก็จสุดคุ้มนะ

มีตั๋วเครื่องบินภายในประเทศไปกลับ โตเกียว (ฮาเนดะ) – โทยาม่า, ที่พัก 1 คืน ในราคาเพียง 3,999 บาทเท่านั้น!!

ซึ่งโปรโมชั่นนี้ เปิดให้จองได้ถึงวันที่ 25 Dec 2016 และใช้ได้ถึง วันที่ 28 Feb 2017 เลยล่ะ

นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจดีๆทั่วญี่ปุ่นรอออยู่อีกเพียบบบบบ เข้าไปดูที่

http://www.his-bkk.com/th/japan_tour/HAnavi/ ได้เลย!

ขอให้สนุกกับการวางแผนทริปต่อไปของคุณนะคะ!!

Text & Photo : Worajan Sangngern (Reiko / Meow)

Cover Photo Desigh : Atipati Praihirun

*about me*

facebook Reiko.ws

instagram – twitter – youtube @reiko_ws

Blog www.ReikoBangkokNeko.com

*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*

มาฝึกวิชานินจาที่ “โอชิโนะ” หมู่บ้านนินจาแห่งใหม่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิกันเถอะ! Oshino Ninja Village

ไฮ้!! สวัสดีค่าาาา สำหรับคนที่ชื่นชอบญี่ปุ่น สมัยเด็กๆหลายคนคงอยากเป็นนินจา ใช้วิชาล่องหน ปาดาวกระจาย กระโดดข้ามตึก เดินบนน้ำ อะไรประมาณนั้น ตามแบบในการ์ตูนกันใช่มั้ย? ก็นินจาน่ะเท่จะตาย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากลองเรียนรู้วิธีเป็นนินจากะเค้าเหมือนกันนะ นินๆๆๆๆๆ บล็อกนี้ เรามีสถานที่นึงที่จะทำให้ทุกคนได้ลองสัมผัสประสบการณ์นินจาแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่สำคัญเพิ่งเปิดใหม่ไม่ถึงปีนึงเลย แถมยังอยู่ใกล้แถวภูเขาไฟฟูจิ แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่คนไทยชอบไปเที่ยวกันอีกด้วย อย่ารอช้าไปทำความรู้จักที่นี่กันเลยค่ะ

“โอชิโนะ ชิโนบิโนะซาโตะ” (Oshino Shinobi no Sato) 忍野 しのびの里 หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Oshino NINJA Village อยู่ในจังหวัดยามานะชิ เดินทางไม่ยากเลยค่ะนั่งรถบัสจากสถานีรถไฟคาวากุจิโกะ หรือสถานีฟูจิซัง ใช้เวลาไม่นาน ไม่ถึง 20 นาทีก็ถึงแล้ว (ข้อมูลการเดินทางจะบอกอีกทีด้านล่างนะคะ)

เมื่อมาถึงทางเข้า ก็จะเจอป้ายไม้ญี่ปุ่นแบบนี้ ถึงแล้ววววว “หมู่บ้านนินจาโอชิโนะ”

ตึกและรั้วทำเป็นสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ แต่จริงๆแล้วยังใหม่มากเลย เพราะเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนต.ค.2015 นี่เอง โดยก่อนหน้านี้ที่นี่เคยเป็นโรงแรมมาก่อน แล้วทางเจ้าของคือบ.ฟูจิคิวได้พัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เอานินจามาเป็นจุดเด่น แน่นอนว่าถูกใจนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากต่างชาติมากๆเลยล่ะ

แผนผังของที่นี่ ด้านบนจะเป็นส่วนของร้านอาหารและร้านค้า ตรงกลางเป็นสวนญี่ปุ่น และด้านล่างเป็นลานกิจกรรมให้เราได้ลองเล่นสนุกกับเครื่องเล่นสไตล์นินจา

ตั๋วเข้าสถานที่และสามารถทำกิจกรรมได้ 1 อย่าง สำหรับผู้ใหญ่ ราคา 800 เยน  เด็ก 500 เยน (สามารถซื้อตั๋วทำกิจกรรมเพิ่มได้)

ภายในตัวอาคาร ตกแต่งไว้แบบญี่ปุ่นแท้ๆ ได้บรรยากาศหมู่บ้านนักรบสมัยก่อนจริงๆ

แหมมมม เพิ่งมาถึง ขอหาอะไรทานเพิ่มแรงก่อนวิ่งเล่นหน่อยนะ ที่นี่มีร้านอาหาร “เซตซึเกตซึคาสะบานะ” 雪月風花 และร้านน้ำชา “ฟูจิมิชาเรียว” ふじみ茶寮 ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีบัตรเข้า ก็สามารถใช้บริการได้นะคะ เราเลือกเข้าร้านข้าวละกัน หิวละ 555

อาหารมาแว้วววววว น่ากินมะล่ะ

มาลองดูเมนูของคนอื่นเค้าก่อนดีกว่า เซ็ตนี้เป็นข้าวหน้าไก่กับไข่ พร้อมซุป สลัด เครื่องเคียง ราคา 1,620 เยน

เซ็ตโซบะอุนไคยามาโตะ ราคา 1,400 เยน เลือกได้ว่าจะทานแบบร้อนหรือเย็น

แต่นแต๊นนนน และนี่ของเรา “ชิโนบิคุโระคาเร” แกงกะหรี่ดำพร้อมความลับที่ซ่อนอยู่

ว้าวววว มันจะมีอะไรอยู่นะ ตื่นเต้นๆ

เค้าบอกว่า ความลับซ่อนอยู่ในข้าวสวย …

.

เราจึงค่อยๆแหวกข้าวลงไป

.

เจอบางอย่างซุกอยู่!!

.

เป็นก้อนใบไม้กลมๆ

.

.

.

นินจาซ่อนไข่เอาไว้นี่เองงงงงงง

เข้าใจคิดนะเนี่ย ยังดีนะที่เป็นไข่นกกระทา ถ้าเป็นไข่ไก่คงปิดไม่มิดแน่เลย อิอิ

 

ท้องอิ่มแล้ว ได้เวลาขยับร่างกายกันแล้ววววว เดินเข้าไปในส่วนของลานกิจกรรมกันเถอะ!

แผนผังของสวนญี่ปุ่นด้านนอก ที่มีกิจกรรมต่างๆให้เล่น

ตรงนี้มีบ่อน้ำแร่ให้แช่เท้าได้ด้วยนะ คุณพ่อคุณแม่ที่พาลูกมาเล่น ก็มักจะมานั่งพักเหนื่อยกันตรงนี้แหละ ถ้าเป็นช่วงอากาศเย็นๆคงฟินมากทีเดียว (เราไปตอนต้นเดือนสิงหาคมค่ะ เป็นฤดูร้อน อากาศเลยอาจจะยังไม่ดึงดูดให้แช่ซักเท่าไหร่)

นินๆๆๆๆๆ แปลงร่างเรียบร้อยแล้ววววว ดูทะมัดทะแมง พอไหวมั้ย คิคิ

ที่นี่มีชุดนินจาให้เช่าใส่ ทั้งไซส์เด็กและผู้ใหญ่ ราคาเพียงแค่ 500 เยนเท่านั้น แนะนำว่าให้ใส่รองเท้าผ้าใบสีเข้มๆหรือสีดำไปนะคะ มันจะยิ่งเนียนไปกะชุดมากเลย ส่วนผมรวบง่ายๆทำหางม้า ก็ดูทะมัดทะแมงเข้ากันดีนะ

เนียนไปกะแก๊งนินจาเด็กซะหน่อย มีวิวให้ถ่ายรูปสวยๆเยอะเลย เสียดายที่วันที่เราไปอากาศค่อนข้างครึ้ม ฝนใกล้จะตก ฟ้าเลยไม่ใสและต้องรีบถ่ายรูปก่อนฝนมา

วิวสวยเหมือนภาพวาดเลยนะเนี่ย บ้านนินจาด้านในนั่นแหละ ที่เราจะมาทำกิจกรรมกัน ตื่นเต้นๆๆ

ก่อนอืนทักทายนินจาสาวเจ้าถิ่นซะก่อน ที่ซุ้มกิจกรรม “ดาวกระจาย” เธอคนนี้จะเป็นคนสอนเราเขวี้ยงดาวกระจาย

คำว่า ดาวกระจาย ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ชูริเคน 手裏剣 ค่ะ

กิจกรรมเขวี้ยงดาวกระจาย ราคา 500 เยน สำหรับผู้ใหญ่ (เด็กม.ต้นขึ้นไป) และ 400 เยน สำหรับเด็ก (3 ขวบขึ้นไป) แต่สำหรับเรา เค้าคงเห็นว่ามีแววจะต้องใช้เยอะ เลยเอามาให้เล่นได้เต็มที่เบยกร๊ากกกกก ลองดูบรรยากาศตอนเราเขวี้ยงดาวกระจายได้ที่วิดิโอ จากเฟสบุ๊กไลฟ์ตอนท้ายบล็อกเลยจ้ะ

เมื่อเข้ามาด้านในบ้านที่เราเห็นตอนแรก ก็จะเจอทางเข้าของ “บ้านลวงตา”  ราคา 500 เยน สำหรับผู้ใหญ่ (เด็กม.ต้นขึ้นไป) และ 400 เยน สำหรับเด็ก (3 ขวบขึ้นไป)

แอคท่ากับนินจาหนุ่มประจำบ้านซะหน่อย นินนินนินนน

ซึ่งในบ้านจะมีลักษณะคล้ายๆกับเขาวงกต เราต้องหาทางออกให้ได้ โดยจะมีจุดหลอกตา พรางทางเข้าออกหลายแห่ง ซึ่งเราขอไม่บอกละกันนะ ว่ามีอะไรบ้าง เดี๋ยวใครมีโอกาสได้มาก็ลองลุ้นเองนะจ๊ะ

อ่ะ เอาภาพบางส่วนมาให้ดูกันหน่อยละกัน

อันนี้เป็นป้ายสั่งให้เราพยายามเดินให้ตัวเบาที่สุด อย่าให้พื้นมีเสียง

เฮ้ยยยย ศัตรูมา รีบหนีผ่านทางลับเร็วๆๆๆ

ด้านนอกบ้านก็มีบทเรียนให้เราเล่นนะ ลองพรางตัวกันหน่อย เนียนนนนนไปกะพื้นไม้ อ๋อออ เค้าทำกันยังงี้นี่เอง

img_1754

มาดูกิจกรรมกลางแจ้งกันมั่ง ให้อารมณ์เหมือนไปค่ายลูกเสือเลยแฮะ

ฝึกกำลังกายปีนป่าย ดีนะ ปกติเราก็มีไปวิ่งเล่นที่สวนสาธารณะบ้าง เลยยังพอไหวอยู่ แฮ่กๆๆ

เขาวงกตด้านนอก ถ้าเป็นเด็กๆคงยิ่งตื่นเต้น เพราะรั้วบังมิดหัวน้องๆหนูๆเลย

ยะฮู้ววววววววว ให้ปีนแค่นี้สบายยยย

ว่าแต่ถ้าเล่นหมดนี่ก็เบิร์นได้หลายแคลอรี่เหมือนกันนะเนี่ย

โหนลูกตุ้ม ฟิ้วววววววว ตื่นเต้นนิดหน่อย พอให้ลมตีหน้าเย็นๆ

มีคลาสพิเศษสอนฟันดาบสำหรับเด็กๆด้วย น่ารักน่าเอ็นดู (ชมแบบวิดิโอได้ที่ท้ายบล็อกเลยจ้ะ)

เสียเหงื่อกันมาพอควรแล้ว เราเข้าห้องแอร์เย็นๆ ดูของขายในร้านขายของฝากกันเถอะ

ขนมโมจิสีดำ มีติดป้ายว่า ได้รับความนิยมอันดับ 1 ซะด้วย

เซ็ตขนมห่อน่ารักๆ ที่เหมาะจะทานคู่น้ำชา

ร่มลายญี่ปุ่นแท้ๆ ที่น่าจะถูกใจชาวต่างชาติ เราชอบลายซูชิจังเลย แต่กางแล้วต้องหิวแน่ๆ

ไม้พลองแบบโฟม และร่มก้านดาบญี่ปุ่น เท่ๆ สำหรับคนชอบชักดาบ

แน่นอนว่า ต้องมีชุดคอสเพลย์นินจาขายด้วย เอาไว้ใส่ไปงานแฟนซีก็น่าจะดีนะ

ลองซื้อฟูจิยาม่าไซเดอร์ เครื่องดื่มอัดลมที่มีขายแถมฟูจิมาลอง หวานหอมใช้ได้ รสชาติก็คล้ายๆลามูเนะทั่วไปแหละ แต่มันรู้สึกพิเศษ เพราะแพ็กเกจนี่แหละ

ป้ายโฆษณากิจกรรมช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ต้องรอดูกันนะคะ ว่าฤดูใบไม้ร่วงเค้าจะมีอะไร

ดูเป็นภาพนิ่งกันไปแล้ว มาเข้าถึงให้มากกว่าเดิมด้วยภาพเคลื่อนไหวกันดีกว่าาาา เราไลฟ์ทางเฟสบุ๊กไว้ด้วย ท่อนแรกจะเป็นตอนเขวี้ยงดาวกระจาย ปล.อย่ารำคาญเสียงกรี๊ดเค้านะเตง♡

ส่วนท่อนที่ 2 พาเดินชมสวน และดูเด็กๆฝึกดาบ น่าเอ็นดูววววว

คนที่เปิดทางมือถือแล้วลิ้งไม่ขึ้น ลองเข้าไปดูวิดิโอในเพจเรา wew.facebook.com/Reiko.ws เลยจ้ะ

*ข้อมูลสถานที่*

忍野 しのびの里

〒401-0511山梨県南都留郡忍野村忍草2845
0555-84-1122

Oshino Ninja Village

2845 Shibokusa, Oshino– mura, Minamitsuru, Yamanashi 401-0511

www.oshinoninja.com

เปิด 9:00-17:00 (ให้เข้าก่อน 16:30)

การเดินทาง

(ด้วยรถบัส) ขึ้นรถบัสที่สถานีฟูจิซัง สายฟูจิคิวโค (富士急行線・富士山駅) เลือกรถบัสฟูจิคิว (富士急バス) ไปยังสถานีโกเทมบะ (御殿場駅行き)เลือกคันที่ผ่านโอชิโนะ ฮาจิอุมิ (忍野八海経由)ใช้เวลานั่งประมาณ 18 นาที ลงที่ป้าย Oshino Ninja Village

ซึ่งตอนนี้ทางบ.ฟูจิคิว เค้ากำลังจะมีแอพแนะนำการเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณฟูจิออกมา พร้อมเปิดให้บริการในเดือนกันยายนนี้ เที่ยวเองได้ง่ายๆ รับรองไม่หลง ลองโหลดมาใช้กันนะคะ

file-page1.jpg

และที่พิเศษสุดๆๆๆๆเลยยยย

คนที่โชว์บล็อกนี้ให้พนักงานดูตอนซื้อตั๋ว รับส่วนลดไปเลย 100 เยน!! (หมดเขต 31 มีนาคม 2017 นะจ๊ะ)

「このブログを見た」と携帯画面をチケット売り場スタッフに見せれば100円割引になります!(2017年3月31日まで有効)

ไหนๆทะเลสาบคาวากูจิโคะและฟูจิซัง ก็เป็นสถานที่ท่องเที่องยอดฮิตในใจคนไทยอยู่แล้ว ก็ลองแวะมาเที่ยวสัมผัสประสบการณ์นินจาญี่ปุ่นที่นี่กันดูนะคะ รับรองว่าต้องสนุกถูกใจ โดยเฉพาะครอบครัวและเด็กๆแน่นอน ขนาดเรามาญี่ปุ่นบ่อยๆยังไม่ค่อยได้มีโอกาสเล่นเป็นนินจาแบบนี้เลย สนุกและประทับใจมากๆค่ะ เอาจริงๆ แค่ได้แต่งคอสเพลย์ก็แฮปปี้แล้วล่ะ

บล็อกคราวหน้าจะพาไปเที่ยวไหน หรือเขียนเม้าท์เรื่องอะไร รอติดตามกันนะคะ ระหว่างนี้ก็ไปเจอกันที่โซเชี่ยลอื่นๆของเรากันไปก่อนนะคะ แล้วเจอกันค่าาา มะตะเน้!

*about me*

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter, youtube @Reiko_ws

Blog : www.ReikoBangkokNeko.com