Tag Archives: Japan

ไอดอลคาเฟ่ต์มันเป็นยังไง!? รีวิว SKE48 Cafe ฉายเดี่ยวเที่ยวคาเฟ่ต์ไอดอลญี่ปุ่น

ช่วงปีนี้ตั้งแต่มี BNK48 ที่เมืองไทย วงการไอดอลบ้านเราก็คึกคักขึ้นมาก นอกจากจะติดตามไอดอลไทยแล้ว ยังทำให้คนที่เพิ่งรู้จักไอดอลญี่ปุ่น หันมาสนใจวงพี่ที่ญี่ปุ่นอีกด้วย

ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า BNK48 เป็นวงน้องสาวในต่างประเทศของ AKB48 ไอดอลกรุ๊ปชื่อดังของญี่ปุ่น ภายใต้คอนเซปต์ “ไอดอลทีไปพบได้” ไม่ว่าจะในอีเว้นต์ต่างๆ งานจับมือ รวมถึงเธียเตอร์ที่จะมีสมาชิกสลับเปลี่ยนกันออกมาแสดงกันนั่นเอง ซึ่งในญี่ปุ่นเองยังมีวงน้องสาวอีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือ SKE48 ประจำเมืองนาโงย่า จ.ไอจิ (ชื่อ SKE ย่อมาจาก Sakae ทำเลที่ตั้งเธียเตอร์)

เรามีโอกาสได้ร่วมงานกับ BNK48 ด้วย เลยเริ่มหันมาศึกษาข้อมูลมากขึ้นค่ะ ไดอารี่ประสบการณ์เป็นพิธีกรในงาน BNK48 The Debut 

20171020_195145-11223008660.jpg

เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา เราได้เดินทางไปถ่ายทำรายการ Kimochiii in japan รวมลิ้งค์ทุกตอนคิโมจี้ “Kimochiii in Japan” ตั้งแต่ซีซั่น 1 ถึงล่าสุด! All youtube  Links of Kimochiii  ที่ญี่ปุ่นค่ะ และได้ไปเมืองนาโงย่าเป็นเวลา 2 วัน ที่พักตั้งอยู่ใจกลางเมืองในย่านซาคาเอะ เรารู้มาว่าเธียเตอร์ของ SKE48 อยู่ที่นี่่ ในห้าง Sunshine Sakae เมื่อได้จังหวะเราจึงไม่พลาดที่จะไปลองสัมผัสประสบการณ์คาร์เฟ่ต์ไอดอลที่นี่ค่ะ

20171022_132046.jpg

ขอออกตัวก่อนว่า นี่เป็นครั้งแรกนะคะ ที่เราได้เข้าไปลองทานอาหารที่คาร์เฟ่ต์ไอดอลแบบนี้ ที่ผ่านมาก็เคยแต่เข้าคาร์เฟ่ต์แบบมีธีม คาร์เฟ่ต์คาแรกเตอร์การ์ตูน คาร์เฟ่ต์สัตว์น่ารักๆ แต่ด้วยความที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับของไอดอลวงไหนเลยยังไม่เคยมา เพราะที่ผ่านมาคิดว่ามันต้องเป็นสถานที่สำหรับแฟนคลับมาพบปะกัน นั่งกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดูรูปแลกของไอดอลกัน มันอาจจะไม่ใช่แนวเรา แถมยังไปคนเดียว มันก็จะเขินๆหน่อยนะ

เมื่อเข้าประตูร้านมาก็จะเจอกับป้ายชื่อร้าน SKE48 Cafe & Shop with AKB48

20171022_131900.jpg

ช่วงที่เราไปคือปลายเดือนต.ค.ค่ะ ดังนั้นการตกแต่งจะเป็นธีมฮาโลวีน มีสคูลบัสสีเหลืองอยู่ในร้านด้วย ดูสนุกดีนะ นอกจากนี้ยังมีจอขนาดใหญ่ ฉายภาพการแสดงของสาวๆ ให้ชมกันตลอด

20171022_131912.jpg

ที่นี่เค้ามีกฎเข้มงวดค่ะ คือ เราจะ “สามารถ”่ ถ่ายรูปได้ที่เฉพาะมุมที่กำหนดไว้เท่านั้น เช่น ป้ายหน้าร้าน, รถที่อยู่ในร้าน,บนโต๊ะตัวเอง,เมนูอาหารที่เราสั่ง แต่จะ “ห้ามถ่ายรูป” น้องพนักงานเสิร์ฟ, มุมกว้างที่เห็นบริเวณทั้งร้าน, ถ่ายติดลูกค้าท่านอื่น, ถ่ายลวดลายบนโต๊ะอื่นๆที่ไม่ใช่โต๊ะตัวเอง20171105_004730.jpg

โต๊ะอาหารจะเป็นกระดานสีขาว เพื่อให้สาวๆเมมเบอร์มาเซ็นลายเซ็นไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งแต่ละโต๊ะจะไม่เหมือนกันเลย มีใครบ้าง ลองดูเอานะคะ

มาลองดูเมนูอาหารกันมั่ง เมนูส่วนใหญ่จะมีธีมให้เข้ากับเมมเบอร์เด่นๆแต่ละคน ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่น ตกแต่งหน้าตาน่ารักสไตล์คาร์เฟ่ต์ธีมที่ญี่ปุ่นตามปกติ

20171022_123938.jpg

แต่ละเมนูจะมีชื่อเมมเบอร์กำกับไว้ด้วย ว่าใครเป็นคนร่วมครีเอต ราคาก็ตามป้ายเลยค่ะ

20171022_123949.jpg

อาหารจานเดี่ยว ราคาประมาณ 800-900 เยน ถือว่าเป็นราคาปกติของคาร์เฟ่ต์ธีมนะคะ แต่ถ้าเทียบกับร้านข้างนอก พวกแฟมมิลี่เรสเตอร์รอง ก็ถือว่าสูงกว่าหน่อยนึง20171022_123955.jpg

เมนูแบบลิมิเต็ด จำกัดเฉพาะช่วงก็มีนะ อย่างไส้กรอกนี้ มีขายเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น ซึ่งจะมีการ์ดออริจินอลแถมด้วย

20171022_123959.jpg

และนี่คือเมนูเด่นจากเมมเบอร์คนดังของ SKE48 ค่ะ ทำออกมาได้น่ารักมาก เลือกไม่ถูกเลยล่ะ

20171022_124006.jpg

ข้างๆโต๊ะจะมีป้ายบอกกฏในการใช้บริการที่นี่เอาไว้ เห็นว่ามีเบียร์ขายด้วยแฮะ ราคา 700 เยน

20171022_125308.jpg

และนี่คือเครื่องดื่มของเรา ชื่อเมนูว่า 青春ジュース  เซชุนจูส (680 เยน) เป็นชาพีชสมุนไพร รสเปรี้ยวๆหวานๆ แต่กลิ่นและรสชาติ ค่อนข้างจางไปหน่อย

20171022_124849.jpg

ทุกเมนูเครื่องดื่ม จะมีแผ่นรองแก้วแถมมาด้วย โดยจะมีแบบคละกันไป เลือกไม่ได้ เราได้ของน้องอาคาเนะ ทาคายานางิ

20171022_124330.jpg

แต่นแต๊นนนน นี่เลยเมนูที่เราเลือก มีชื่อว่า “อาหารที่ชอบคือ โปเตโต้, อโวคาโด้, โทเมโท่ ค่ะ! จากโปรไฟล์ของโอโตฮะ” (ชื่อยาวม้ากกก เค้าเขียนแบบนี้จริงๆนะ) ของน้องโอโตฮะ นั่นเอง (980 เยน)

20171105_004321.jpg

เป็นครีมสตูว์ ใส่เนื้อไก่และผักต่างๆ มีเครื่องเคียงคือขนมปัง, สลัดมันฝรั่ง และแป้งคล้ายๆปอเปี๊ยะห่อครีมไว้ข้างใน หน้าตาดูดี น่ารักเชียว

20171022_125354.jpg

มาลองชิมกันดูรสชาติตามรสนิยมของเรา ก็โอเคนะคะไม่ถึงกับอร่อยมาก ว้าวววว ไรงั้น พอทานได้ เป็นของว่างทานเล่นๆ แต่มันไม่อิ่มอะ เหมาะจะมานั่งเพลินๆดูของสวยๆงามๆ แต่ไม่ต้องหวังความอิ่มอร่อย ไปทานข้าวที่อื่นให้เรียบร้อยแล้วค่อยมานั่งเล่นทานของว่าง ดูบรรยากาศเพลินๆจะดีกว่า

แต่สำหรับบรรยากาศ เราว่าโอเคเลยค่ะ ค่อนข้างชิลกว่าที่คิดไว้คนไม่เยอะ (เราเข้าร้านตอนประมาณ 11 โมงครึ่ง) แขกอีกโต๊ะที่มาพร้อมๆกับเรา เป็นผู้หญิงสองคนนั่งทานขนมแล้วก็ดูจอคุยกันไป แล้วซักพักก็มีกลุ่นแฟนคลับผู้ชายล้วนตัวใหญ่ๆ มานั่งกัน 3-4 โต๊ะ แต่เค้าก็มีมารยาทกันดี ไม่คุยเสียงดังนะคะ ทำให้เราที่เป็นผู้หญิงมาคนเดียวไม่รู้สึกเขิน

สรุปแล้วสำหรับคนที่เป็นแฟนคลับไอดอล ลองไปเถอะค่ะ น่าจะถูกใจนะคะ บรรยากาศมันน่ารักจริงๆนั่งดูคอนสาวๆก็เพลินแล้ว ส่วนคนที่ไม่ได้ติดตามไอดอล จะลองหาโอกาสไปซักครั้งก็ไม่เสียหายอะไรค่ะ ไปให้รู้ว่าญี่ปุ่นก็มีแบบนี้ด้วย เพราะในบ้านเรายังไม่มีคาร์เฟ่ต์แบบนี้ ถือเป็นการเรียนรู้ญี่ปุ่นอีกมุมนะคะ

SKE48 cafe

อยู่ที่จ.Aichi เมือง Nagoya ตั้งอยู่ในอาคาร Sunshine Sakae ชั้น 5 บนตึกมีชิงช้าสวรรค์อันใหญ่มาก หาง่ายมากเลยค่ะ http://ske48cafeshop.com/

การเดินทาง : ขึ้นรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Sakae ออกทางออกเบอร์ 8

สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกัน มาทำความรู้จักกันในบล็อกนี้ก่อนเลย ประวัติ..เรโกะ” คือใครเรียนอะไรทำงานอะไรมาเขียนเองเล่าเองซะเลยLet me introduce my self, Reiko.ws

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter @reiko_ws

youtube : youtube “Reiko_ws เรโกะ”

และบล็อกนี้ www.ReikoBangkokNeko.com

Contact for Work / ติดต่องานต่างๆ ทั้งงานเขียนคอลัมน์, รีวิว, ถ่ายแบบ, สัมภาษณ์, พิธีกร, งานแสดง, ล่าม, นักแปล / 仕事依頼はこちら : คุณกอล์ฟ 081-843-7109 (Thai language) และ reiko.ws@gmailcom (Japanese OK)

*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*

 

8 สเต็ปเตรียมตัวจัดกระเป๋าก่อนไปญี่ปุ่นของเรโกะ

เข้าช่วงปลายปีแล้ว หลายคนคงกำลังวางแผนการท่องเที่ยวต่างประเทศ ใช้วันลาโควต้าของปีนี้ที่ยังเหลืออยู่ อิอิ โดยเฉพาะการเดินทางไปสัมผัสอากาศหนาวๆแบบที่เมืองไทยไม่มี รวมทั้งใบไม้เปลี่ยนสี หรือนอนกลิ้งบนหิมะนุ่มๆ ซึ่งญี่ปุ่นก็อยู่ในตัวเลือกต้นๆ เพราะเดินทางไม่นาน สะดวก ไม่ต้องขอวีซ่า

ในฐานะที่เดินทางค่อนข้างบ่อย (โดยเฉพาะญี่ปุ่น ปีที่แล้ว มาทำงานมากกว่า 10 ทริป) เลยอยากเอาสเต็ปการเตรียมตัวก่อนออกเดินทางของเรามาแชร์ให้ทุกคนอ่านกันค่ะ

1.เช็กพาสปอต

จะเดินทางได้ก็ต้องมีพาสปอต หาให้เจอว่าเก็บอยู่ที่ไหน ยังมีอายุเหลืออีกกี่เดือน ถ้าอายุเหลือน้อยกว่า 6 เดือนจะไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศไทยได้

ในเคสที่จะเดินทางไปประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า เราสามารถไปทำพาสปอตเล่มใหม่ แบบเร่งด่วนได้ที่กรมการกงศุล แจ้งวัฒนะ โดยยื่นเรื่องก่อน 11:30 จ่ายค่าธรรมเนียมแบบเร่งด่วน 3,000 บาท จะได้รับเล่มใหม่ในวันนั้นช่วงบ่าย เวลา 14:30-15:30 เลย
แต่ถ้าทำเล่มใหม่แล้ว ตอนออกจากบ้านก็เช็กดีๆ อย่าเผลอหยิบเล่มเก่ามานะคะ

2.เช็กข้อมูลตั๋ว

เช็กรายละเอียดไฟลต์ให้ดีๆ โดยเฉพาะไฟลต์ที่บินหลังเที่ยงคืนนี่มักจะเข้าใจผิดกันได้ง่ายๆ อ่านให้ชัดเจน ถ้าเครื่องออก 01:00 เราต้องไปถึงสนามบินคืนของวันก่อนหน้า ซัก 22:00 นะคะ

รวมถึงปริ้นท์รายละเอียดการเดินทางไปด้วย ในกรณีที่เราเดินทางไปประเทศที่ตม.เข้มงวด เค้าจะถามตารางการเดินทาง ที่พักของเรา ยิ่งถ้าพูดภาษาของเค้า หรือภาษาอังกฤษไม่คล่อง เตรียมใบปริ้นท์ไปชัวร์สุดค่ะ

3.แลกเงิน อัพเดตค่าเงินเรื่อยๆ

ช่วงนี้เงินเยนราคาถูกลง สามารถแลกได้ในเรตต่ำกว่า 30 บาท ต่อ 100 เยน ถือว่าราคาดีมาก ถ้าใครที่มีแพลนจะเดินทางอยู่แล้ว ทยอยแลกเก็บไว้ก็ดีนะคะ เพราะช่วงที่คนเดินทางเยอะ เงินอาจขาดตลาดได้

4.ทำผม ทำเล็บก่อนวันเดินทาง

เวลาไปออกทริปที่ต้องถ่ายรูปออกสื่อหรือถ่ายรายการ เราจะไปทำผมที่ร้านในวันที่จะเดินทาง เพราะส่วนใหญ่จะเดินทางในตอนกลางคืน เมื่อถึงปุ๊บ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาแต่งผม พร้อมทำงาน ถ่ายรูปสวยๆ ได้เลย

สำหรับสาวๆที่ชอบการถ่ายรูปถือของกับวิว การทำเล็บสวยๆไปมันช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากเลยนะคะ เรามักจะเข้าเนลซาลอน ทำเล็บเจลก่อนเดินทางวันนึง เพราะเล็บเจลสามาถอยู่ได้นานกว่าสีปกติ สวยได้ตลอดทั้งทริป ไม่ต้องกลัวลอกเลยล่ะ

5.เช็คสภาพอากาศ เพื่อเตรียมชุดให้เข้ากัน

ที่ญี่ปุ่นสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยเฉพาะช่วงรอยต่อฤดูกาล บางวันอากาศอบอุ่น แต่ถัดมาอีกวันอาจจะหนาว อุณหภูมิลดลง ต่างกันเป็นสิบองศาก็ได้

ดังนั้นนอกจากการดูอุณหภูมิคร่าวๆโดยประมาณของฤดูกาลนั้นๆ ควรเช็กให้แน่นอนทางอินเตอร์เน็ตก่อนเดินทางด้วย และเมื่อมาแล้วก็ควรเช็กพยากรณ์อากาศบ่อยๆ ซึ่งพยากรณ์ของญี่ปุ่นเค้าแม่นยำ เชื่อถือได้แน่นอนค่ะ

สำหรับคนที่เดินทางมาแล้วเจออากาศหนาวกะทันหัน ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวมา แนะนำร้าน Uniqlo และ GU ร้านขายเสื้อผ้าคุณภาพดี ราคาถูก (พันกว่าบาทก็ซื้อเสื้อโค้ตได้แล้ว) ถ้านานๆเดินทางที ไม่ต้องซื้อของแพงมากก็ได้ค่ะ สำหรับเรานะ คิดว่าซื้อของราคาไม่แพง คุณภาพกลางๆ ก็พอแล้ว เพราะเทรนด์มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซื้อแบบใหม่ใส่หลายตัวดีกว่า หรือจะเช่าเสื้อโค้ตตามร้านก็ดี ไม่ต้องเก็บรักษา ไม่ต้องซื้อแพง สะดวกดี

6.เตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้พร้อม

ไม่ว่าจะเป็นที่ชาร์จแบต พาวเวอร์แบงค์ ปลั๊กต่อ และหัวแปลงไฟ ไฟที่ญี่ปุ่นกำลังไฟน้อยกว่าไทย 110 v ของไทย 240 v ส่วนใหญ่พวกที่ชาร์จมือถือ กล้องจะใช้ไฟได้ทั้งแบบอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ที่ม้วนผมบางรุ่น อาจจะใช้ด้วยกันไม่ได้ เราแก้ปัญหาโดยการ ซื้อที่ม้วนผมของญี่ปุ่นมาใช้เวลาเดินทางโดยเฉพาะ แต่ถ้าจะซื้อใหม่ก็ลองดูรุ่นที่ใช้ไฟได้ทั้งสองแบบนะคะ

7.หาหมอสิวดูแลผิว

เราเป็นคนผิวแพ้ง่ายค่ะ และมีปัญหาสิวอุดตันด้วย ก่อนเดินทางสัก 2-3 วันจะมาหาหมอที่คลีนิกผิวหน้าก่อน จัดการสิวอุดตันให้เรียบร้อย และบางทีแปลกที่ เจอน้ำและอากาศที่ไม่คุ้นเคยก็อาจทำให้แพ้ มีสิวผุดขึ้นมา ก็เตรียมยาแต้มยาทาไป

นอกจากนี้เรายังติดน้ำเกลือไว้ชุบสำลีเช็ดหน้า ช่วยป้องกันปัญหาแพ้น้ำ และที่ลืมไม่ได้คือการซื้อยาประจำตัวติดไปด้วย เช่น ยาแก้ปวด แก้แพ้ แก้อักเสบ ลดน้ำมูก ยาพ่นแก้เจ็บคอในกรณีที่ใช้เสียงมาก  ด้วยความที่ชอบเตรียมของไปพร้อมทำให้สัมภาระเยอะ เลยถูกแซวอยู่บ่อยๆว่าเป็นบ้าหอบฟาง (แต่เวลาใครขาดเหลืออะไร ก็ชอบมาขอที่เรานี่แหละ หุหุ)

8.ทำประกันการเดินทาง ทั้งสุขภาพและทรัพย์สินส่วนตัว

และที่ขาดไม่ได้เลย คือการทำประกันการเดินทางค่ะ เพราะในการเดินทางแต่ละครั้ง มีความเสี่ยง ทั้งจากอุบัติเหตุ การสูญหายของทรัพย์สิน การเดินทางล่าช้า และอื่นๆ ที่เราคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นก่อนการเดินทางควรทำประกันไว้ก่อนนะคะ 

adver (1).jpg

ซึ่งตอนนี้ มีประกันดีๆจาก LH Bank ที่นอกจากจะดูแลคุ้มครองการเสียชีวิต การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ, มีศูนย์ช่วยเหลือ 24 ชม.โดยเจ้าหน้าที่คนไทย, ชดเชยค่าอาหารและที่พัก กรณีเดินทางล่าช้า การพลาดเที่ยวบิน รวมกรณีเปลี่ยนเส้นทางการบิน,  ชดเชยกรณีระบบสายการบินผิดพลาด (overbooking) แล้ว 

และที่เราคิดว่าเจ๋งสุดๆ คือ “การคุ้มครองทรัพย์สินภายในบ้าน ขณะท่องเที่ยวในต่างประเทศ” ไม่ว่าจะ โจรขึ้นบ้าน หรือใดๆ ก็ตาม เรายังได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินภายในบ้านสูงสุด 100,000 บาท อีกด้วย ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://goo.gl/MvRH2G

จากประสบการณ์ที่มาเล่าให้อ่านกันในครั้งนี้ หวังว่าพอจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะเดินทางนะคะ เตรียมตัวให้พร้อมแล้ว ก็เตรียมใจไปพบกับความสนุกและประสบการณ์ใหม่ๆในต่างแดนกันเถอะ! ขอให้สนุกกับทริปต่อไปของคุณค่า!

C360_2017-09-11-10-38-52-201.jpg

สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกัน มาทำความรู้จักกันในบล็อกนี้ก่อนเลย ประวัติ..เรโกะ” คือใครเรียนอะไรทำงานอะไรมาเขียนเองเล่าเองซะเลยLet me introduce my self, Reiko.ws

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter @reiko_ws

youtube : youtube “Reiko_ws เรโกะ”

และบล็อกนี้ www.ReikoBangkokNeko.com

Contact for Work / ติดต่องานต่างๆ ทั้งงานเขียนคอลัมน์, รีวิว, ถ่ายแบบ, สัมภาษณ์, พิธีกร, งานแสดง, ล่าม, นักแปล / 仕事依頼はこちら : คุณกอล์ฟ 081-843-7109 (Thai language) และ reiko.ws@gmailcom (Japanese OK)

*รูปภาพในบล็อกนี้ เราถ่ายเองด้วยกล้องและมือถือค่ะ

แชร์ประสบการณ์ป่วยตอนถ่ายรายการที่ญี่ปุ่น เดินทางอุ่นใจด้วยประกันการเดินทาง

คนที่ติดตามรายการ Kimochiii in Japan ของเรามาตลอด คงจะได้เห็นกันแล้วว่าใน ซีซั่น 7จะมีอยู่บางตอนที่เราป่วย เสียงแหบ พูดไม่ได้ (เทปที่ไปสัมภาษณ์ลูกสาวยากูซ่า และเทปที่ไปศิลปะการมัดเชือก)

เราเจ็บใจมาก ที่ตั้งใจมาทำงานถึงญี่ปุ่น แต่เพราะปัญหาสุขภาพที่ดันมาเป็นตอนนั้น ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ แถมยังต้องเดือดร้อนคนอื่น ต้องมาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีก

ตอนนั้นเราอาการแย่มาก หลังจากถ่ายเทปแรกเสร็จในช่วงเช้า เราต้องให้บุนจัง ทีมงานที่โน่นช่วยพาไปหาหมอที่รักษาเรื่องคอและเสียงโดยเฉพาะ โดนฉีดยาและต้องนอนให้น้ำเกลือ พร้อมให้ใบสั่งยามา

จากนั้นเราก็ต้องเอาใบนี้ไปซื้อที่ร้านขายยาอีกทีนึง เพราะที่คลีนิกไม่มียาจำหน่าย จากนั้นก็ไปที่อีกโลเคชั่นนึงในตอนเย็น ซึ่งยาหมอญี่ปุ่นดีจริงๆ ค่ะ ในเวลาประมาณสองสามชั่วโมงหลังให้น้ำเกลือ เรามีเรี่ยวแรงมากขึ้น เสียงก็ออกมาขึ้นด้วย แต่ก็ไม่อยากใช้วิธีนี้เพื่อรักษาอาการป่วยบ่อยๆหรอกนะ…

ตอนนั้นโดนค่ารักษาและค่ายาไปประมาณเกือบสองหมื่นเยนค่ะ โชคดีที่ทีมงานช่วยรับผิดชอบตรงนี้ให้ ไม่งั้นละแย่เลย

สำหรับเคสเรานี้ ราคามันยังไม่แพงมาก ถือว่าไม่ใช่ประเด็นปัญหาหลัก หลักๆคือ “ป่วยตอนมาทำงาน มีถ่ายงานทุกวัน ต้องเร่งหายเพื่อถ่ายเทปต่อไปในตอนเย็นให้ได้” ถ้าป่วยตอนมาเที่ยวน่ะเหรอ คงแค่หายาแก้เจ็บคอมากิน แล้วก็เที่ยวไปแบบไม่ต้องออกเสียงพูดกะใครทั้งทริปยังได้

ถ้าคนที่ป่วยหนักๆหรือเจออุบัติเหตุ ต้องนั่งรถพยายาลแอดมิดนี่คงแย่กว่าเราเยอะเลยนะ …

จากนั้นเราจึงตั้งใจไว้ว่า เราจะระวังรักษาสุขภาพให้ดีที่สุด จะพยายามไม่ป่วย ไม่ใช้ชีวิตแบบชะล่าใจ หลักๆ เลยคือ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ตากฝนแล้วก็ต้องสระผมกินยา ไม่กินของทอดของมันที่ทำให้เจ็บคอมากเกินไป ออกกำลังกายเป็นประจำ ประจำ ร่างกายจะได้พร้อมสมบูรณ์ แม้จะเจออากาศร้อนๆ หนาวๆ ตอนทำงานก็จะได้ทนไหว

เพราะโอกาสดีๆ และงานที่รอคอยจะเข้ามาหาเราเมื่อไหร่ก็ได้ เราจึงต้องทำตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ

แต่อะไรๆ เหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องมาทำงานต่างประเทศ ถ้าเราป่วยขึ้นมา นอกจากจะต้องพักงาน เพื่อวิ่งหาหมอแล้ว เรื่องค่าใช้จ่ายยังเป็นอีกเรื่องที่น่ากังวลอีกด้วย อย่างที่หลายคนคงเคยเห็นในข่าว ว่ามีสาวไทยไปเที่ยวต่างประเทศแล้วเกิดป่วยกะทันหัน ไม่มีเงินรักษาต้องมาขอรับบริจาค…

การทำประกันการเดินทางจึงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ นอกจากเพื่อตัวเราเองแล้ว ยังเป็นการทำเพื่อไม่ให้คนอื่นต้องมาเดือดร้อนเพราะเราอีกด้วย ในกรณีที่เกิดอะไรขึ้นมา

และสำหรับคนที่เดินทางไปญี่ปุ่นบ่อยๆ ตอนนี้ SOMPO เค้ามีประกันการเดินทาง GO JAPAN เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้แล้ว มันดีตรงที่ไม่ต้องสำรองเงินจ่าย *ไม่ต้องกังวลการสื่อสาร เพราะมีบริการสื่อสารทางการแพทย์เป็นภาษาญี่ปุ่นให้ด้วย เดินทางได้อย่างมั่นใจแน่ๆ ค่ะ ลองเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://traveljoy.sompo.co.th/ นะคะ

*ไม่ต้องสำรองจ่ายกับโรงพยาบาลในเครือที่ญี่ปุ่นเพียงติดต่อผ่าน Sompo Assist

*ขึ้นอยู่กับแผนประกันที่คุณซื้อ/เฉพาะโรงพยาบาลในเครือในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น/ไม่ต้องสำรองจ่ายทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเพียงติดต่อผ่าน Sompo Assist

ถ้าเพื่อนๆสนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @sompothailand หรือทางแฟนเพจ www.facebook.com/SompoThailand ค่ะ

ถ้าใครผ่านมาเห็นบล็อกของเรโกะและสนใจประกันการเดินทาง สามารถใช้ promo code : REIKOGOJAPAN เป็นส่วนลดได้นะคะ

เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นเที่ยวง่าย ใครๆก็ไปญี่ปุ่น ถ้ารักญี่ปุ่น และมีแพลนจะเดินทางบ่อยๆ สมัครเถอะ จะได้เที่ยวแบบไร้กังวลนะจ๊ะ นี่เราก็มีประกันเตรียมไว้สำหรับการไปทำงานที่ญี่ปุ่นรอบหน้าเรียบร้อยแล้ว อิอิ พร้อมลุยถ่ายรายการในทุกสถานการณ์ละ จะสู้ๆ เพื่อให้มีรายการสนุกๆ มาให้ทุกคนดูนะจ๊ะ!! ช่วยติดตามกันไปนานๆ ด้วยน้า

สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกัน มาทำความรู้จักกันในบล็อกนี้ก่อนเลย ประวัติ..เรโกะคือใคร? เรียนอะไร? ทำงานอะไรมา? เขียนเองเล่าเองซะเลย Let me introduce my self, Reiko.ws

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter @reiko_ws

youtube : Reiko_ws เรโกะ

https://www.youtube.com/channel/UClDnQRFXD5kb9ueBKFRBBQw

และบล็อกนี้ www.ReikoBangkokNeko.com

Contact for Work / ติดต่องานต่างๆ ทั้งงานเขียนคอลัมน์, รีวิว, ถ่ายแบบ, สัมภาษณ์, พิธีกร, งานแสดง, ล่าม, นักแปล / 仕事依頼はこちら : คุณกอล์ฟ 081-843-7109 (Thai language) และ reiko.ws@gmailcom (Japanese OK)

*รูปภาพในบล็อกนี้เราถ่ายตอนเดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่นทั้งหมดค่ะ*

 

โชเฟอร์แท็กซี่สาวสวยคนดังจากโตเกียว “คานะ อิคุตะ”

เมื่อพูดถึง “คนสวย” ถ้าเป็นที่เมืองไทยอาชีพที่คนส่วนใหญ่มองว่า คนสวยมักจะทำ คงจะหนีไม่พ้น ดารา นางแบบ แอร์โฮสเตส พีอาร์ประชาสัมพันธ์ พริตตี้เอ็มซี อะไรประมาณนั้น ดังนั้นการที่สาขาอาชีพอื่นๆ มีคนสวยหน้าตาดีเข้ามาทำ จึงเป็นเรื่องไม่ยากที่จะส่งผลให้สาวสวยคนนั้น กลายเป็นดาวเด่นในวงการ โดยเฉพาะยิ่งเป็นอาชีพที่ผู้หญิงไม่ค่อยจะทำกันด้วย พอมีคนสวยน่ารักเข้ามา มันจึงเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ต้องประหลาดใจ!! วันนี้เราขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ “โชเฟอร์แท็กซี่ที่สวยเกินไปแล้ว!”

IMG_1449

เธอคนนี้ชื่อ คานะ อิคุตะ หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า อิคุจัง อายุ 24 ปี เรียบจบมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในโตเกียว สาขาจิตวิทยา หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ด้วยความสูง 150 ซม. ดูบอบบางน่าทนุถนอม เธอทำงานประจำเป็นพนักงานขับแท็กซี่ของบ.ขนส่งอาสุกะ ในโตเกียว รับงานขับแท็กซี่โดยจะวิ่งอยู่แถวๆ ชิบูย่า, เอบิสึ, นาคาเมะกุโระ ใจกลางโตเกียว

แถมยังมีดีกรีนางแบบ และออกรายการโทรทัศน์ต่างๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นสาวสวยที่มีบทบาทหน้าที่การงานน่าสนใจมากๆ

เธอเล่าให้เราฟังว่า เธอทำงานเป็นนางแบบให้กับแฮร์ซาลอนต่างๆ และเป็นนางแบบผู้อ่านให้กับนิตยสาร Mina ซึ่งเป็นนิตยสารแฟชั่นสไตล์ลำลองชื่อดังสำหรับสาววัย 20 ปี ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อถึงตอนที่จบการศึกษา เธอก็คิดว่าเราจะหางานอะไรทำดีนะ ที่จะยังมีเวลามาถ่ายแบบอยู่ เพราะความฝันสูงสุดของเธอนั้นคือการเป็นนักแสดงนั่นเอง จะให้รับจ๊อบถ่ายแบบอย่างเดียว รอวันที่ได้เป็นนักแสดง งานมันก็ไม่มั่นคง ถ้าเดือนไหนไม่มีงานถ่ายแบบเข้าก็ไม่มีรายได้น่ะสิ

โชคดีของเธอที่ตอนนั้นบ.ขนส่งอาสุกะ เปิดโปรเจคต์หาสาวสวยมาเป็นพนักงานและพรีเซ็นเตอร์พอดี เธอลองเข้าประกวดและได้รับรางวัลชนะเลิศ จากนั้นทางบริษัทก็ส่งเธอไปเข้าคอร์สเรียนรู้วิธีการเป็นโชเฟอร์, ติวเส้นทางต่างๆ รวมทั้งมารยาทในการทำงาน และส่งไปสอบใบขับขี่รถสาธารณะ จนกระทั่งเธอผ่านทุกอย่างเหมือนกับพนักงานคนอื่นๆ และลงมาขับแท็กซี่เต็มตัวตั้งแต่ปี 2014 โดยที่ทางบ.อาสุกะสนับสนุนให้เธอทำงานวงการบันเทิงควบคู่ และแน่นอนว่าเธอมีตำแหน่งเป็นพรีเซนเตอร์ประจำบ.ขนส่งอาสุกะด้วย

IMG_2113

เธอบอกว่างานแท็กซี่ดีตรงที่สามารถเลือกเวลาทำงานที่สะดวกได้ วันไหนที่มีถ่ายแบบช่วงเช้า ก็มาลงเวลาขับรถตอนบ่าย และที่สำคัญมันเป็นงานที่เธอรัก เพราะเธอชอบการขับรถมาก ใฝ่ฝันอยากขับรถเล่นในโตเกียวมานานแล้ว แต่ปัญหาคือเธอไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง ก็เลยมาขับแท็กซี่ซะเลย ได้ทั้งขับรถเล่นทั่วโตเกียว แถมยังได้ตังค์ด้วย 555 เป็นมุมมองที่น่ารักจริงๆ

ที่เรามีโอกาสได้ไปนั่งคุยกับอิคุจังได้นั้น เพราะเราได้สัมภาษณ์เธอในรายการ Kimochiii in Japan SS6 ค่ะ เป็นรายการออนไลน์ดูได้ทางยูทูป ชมความน่ารักและรู้จักเธอให้มากขึ้นได้ที่ youtube “Kimochiii in Japan ss6 Ikuta Kana โชเฟอร์ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น” ได้เลยค่ะ

สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับอาชีพอะไร หรือยังหาตัวเองไม่เจอ ลองดูอิคุจังเป็นแรงบัลดาลใจนะคะ เธอมีความฝัน แต่ก็ยังยืนอยู่บนโลกแห่งความจริง และหาวิธีเพื่อที่จะทำฝันนั้นให้ได้สำเร็จ โดยที่ตัวเองก็ยังมีความสุขระหว่างการเดินตามทางความฝันนั้นด้วย “ไม่มีโอกาส” กับ “มีโอกาสแต่ไม่คว้าเอาไว้” มันแตกต่างกันมากนะคะ

ถ้าวันนั้นอิคุจัง ไม่ส่งใบสมัครออดิชั่นของบ.แท็กซี่ ละทิ้งความฝัน สมัครทำงานออฟฟิศเข้างานประจำทุกวัน มั่นคงแต่ไม่เร้าใจ หรือ เลือกเป็นฟรีแลนซ์นางแบบ เสี่ยงกับรายได้ที่ไม่แน่นอน ก็อาจจะไม่มีคนขับแท็กซี่แสนสวยที่โด่งดังในญี่ปุ่นแบบนี้ก็เป็นได้

ติดตามอิคุจังได้ที่ instagram @ikutakana


*เนื้อหาในบล็อกนี้มาจากคอลัมน์ที่เราเคยเขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับ Aug2016 ค่ะ*

*about me*

สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกัน มาทำความรู้จักกันในบล็อกนี้ก่อนเลย ประวัติ “บ.ก.เรโกะ” คือใคร? เรียนอะไร? ทำงานอะไรมา? เขียนเอง เล่าเองซะเลย Let me introduce my self, Reiko.ws

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter @reiko_ws

youtube : Reiko_ws เรโกะ

และบล็อกนี้ www.ReikoBangkokNeko.com

Contact for Work / ติดต่องานต่างๆ ทั้งงานเขียนคอลัมน์, รีวิว, ถ่ายแบบ, สัมภาษณ์, พิธีกร, งานแสดง, ล่าม, นักแปล / 仕事依頼はこちら : คุณกอล์ฟ 081-843-7109 (Thai language) และ reiko.ws@gmailcom (Japanese OK)

*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*”

Nagasaki Diary #02 ใส่กิโมโนลายโมเดิร์น เดินเล่นเดะจิม่า จ.นางาซากิ 長崎で着物体験

ถ้ามีโอกาสได้มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งที เราว่าสาวๆทั้งหลายก็คงอยากใส่กิโมโนหรือยูคะตะสวยๆเดินเล่นถ่ายรูปให้เข้ากับสถานที่เนอะ เดี๋ยวนี้หลายที่ในญี่ปุ่น โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ต่างก็มีบริการกิโมโนให้เช่า ที่จ.นางาซากิเค้าก็มีร้านเช่ากิโมโนเช่นกันค่ะ ตามไปดูประสบการณ์ใส่กิโมโนสีสวยลายโมเดิร์น เดินเที่ยวนางาซากิของเรากันเถอะ!!

ความเดิมจากตอนที่แล้ว หลังจากที่เราไปลุยเกาะร้างรูปทรงเรือรบ “ฮาชิม่า” มาแล้ว (อ่านได้ที่นี่ Nagasaki Diary #01 ยกพลขึ้นบกที่เกาะร้างฮาชิม่า (軍艦島) ทานเมนูเด็ด “จัมปง” ที่ไชน่าทาวน์ ) จากนั้นเราเข้าตัวเมืองนางาซากิ ไปแถวๆ “เดะจิม่า” แถวนี้มีร้านกิโมโนให้เช่า สำหรับใส่เดินถ่ายรูปเก๋ๆได้ด้วยล่ะ ร้านชื่อ “กิโมโน ฮอพเพน” キモノホッペン

ร้านอยู่บนชั้น 3 ของตึกแถวค่ะ อาจจะหาป้ายยากหน่อย แต่ถ้าเปิด Google Maps แล้วเดินทางก็ไม่น่าหลงนะ

img_2380

เข้ามาในร้านก็จะเจอเคาน์เตอร์เล็กๆ และพนักงานแต่งชุดกิโมโนสวยคลาสสิก

img_2384

มุมเครื่องประดับของร้าน มีเครื่องประดับให้เลือกเยอะมาก โดยเฉพาะรูปดอกไม้ เพราะว่าเข้ากับกิโมโนสีสันสดใสของที่นี่

img_2381img_2382

จุดเด่นของทางร้านคือ มีกิโมโนสีสันสดใส ลวดลายดูโมเดิร์น สมกับเป็นเมืองนางาซากิ ที่ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นและตะวันตกได้อย่างลงตัวimg_2417

มีโอบิให้เลือกเยอะมากกกกกก จะจับคู่สียังไงก็ได้แล้วแต่เราชอบ

กิโมโนสีสันสดใสทั้งนั้น ถ่ายรูปขึ้นแน่ๆ

เราสามารถเอากิโมโนหลายแบบมาลองสวมก่อนได้ค่ะ จะได้เลือกแบบที่ชอบที่สุด
img_2386

สีนี้ดีมั้ยอะ?img_2393

อุ๊ยยยย  อันนี้ก็เข้าท่า เราชอบโทนสีแดง เอาชุดนี้ละกันimg_2429

พอเลือกชุดนี้ ช่างกิโมโนก็จะมาช่วยแต่งให้img_2435

มีบริการทำผมด้วยนะ (เสียเงินเพิ่ม) เค้าเกล้าผมเก่งมาก แป้บเดียวก็ได้ทรงสวยๆแบบนี้แล้วimg_2483

ใช้เวลาแต่งตัวไม่ถึงครึ่งชม. เราก็กลายเป็นสาวชุดกิโมโน พร้อมออกไปเดินเล่นถ่ายรูปแล้วววววว

img_2496

เดินออกจากร้านใช้เวลาแป้บเดียว ไม่ถึง 10 นาทีค่ะ รองเท้าใส่เดินง่ายกว่าที่คิดนะ ไม่ต้องกังวลว่าจะล้ม

img_3875

จุดมุ่งหมายของเราคือ “เดะจิม่า” เมืองโบราณที่เป็นหมู่บ้านของชาวฮอลแลนด์ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ที่นางาซากิ สมัยเปิดประเทศใหม่ๆ  บรรยากาศดูคลาสสิก แบบ East meets West เราชอบมากเลยล่ะ ปกติแล้วที่นี่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษา ข้างในมีมุมถ่ายรูป นิทรรศการ การจัดแสดงภาพประวัติศาสตร์ฺ ร้านขายของที่ระลึก และร้านกาแฟด้วย (ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ 500 เยน)

img_8112

มีเจ้าหน้าที่แต่งชุดญี่ปุ่นโบราณคอยต้อนรับ และถ่ายรูปเป็นเพื่อนเราด้วย น่าเสียดายที่เรามาถึงเดะจิม่าตอนเย็นแล้ว ทำให้แสงไม่ค่อยมี ถ่ายรูปออกมาได้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่เราประทับใจกิโมโนของร้านนี้จริงๆนะ มันสวยและลายโดดเด่นไม่ซ้ำที่อื่น ถ้าได้มาเที่ยวนางาซากิอีก ก็จะกลับไปใช้บริการอีกแน่

img_8107

สำหรับราคาและประเภทของกิโมโน-ยูคะตะ ที่มีให้เช่านั้น มีหลายแบบมาก ถ้าเป็นกิโมโนลำลองแบบสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวใส่เดินเที่ยวในเมือง ราคาเริ่มต้นที่ 5,000 เยน ยังไม่รวมภาษี (รวมค่าแต่งชุดให้ แต่ไม่รวมค่าทำผม)

มียูคะตะ (กิโมโนลำลองสำหรับช่วงฤดูร้อน) ใช้เช่าด้วย ค่าเช่ายูคะตะ 4,000 เยน ถ้าเช่าเป็นคู่ 7,000 เยน ค่าทำผม 1,500 เยน (ราคายังไม่รวมภาษี) โดยราคานี้สำหรับการเช่า 2 วัน 1 คืน เหมาะจะเช่าใส่ไปเดินเล่นงานเทศกาลฤดูร้อนตอนกลางคืนก็ได้

ก่อนไปก็โทรไปจองเวลาร้านว่าจะไปกี่โมง หรือจะจองทางเว็บและเมลก็ได้ ใช้เวลาแต่งประมาณ 30 นาที ยิ่งไปเร็วยิ่งดี เพราะสามารถใส่ชุดได้ทั้งวัน ไม่จำกัดเวลา ขอแค่มาคืนที่ร้านก่อน 18:30 ก็พอ ดังนั้นยิ่งไปเร็วยิ่งได้ใส่ถ่ายรูปเล่นในเมืองนานกว่า คุ้มค่านะจ๊ะ

กิโมโนฮอพเพน Kimono Hoppen キモノホッペン

Address : Takashi Fukutera Street Amity 6-25 Kajiya-machi Nagasaki-shi Nagasaki-ken 850-0831

Tel:095-826-2583 โทรจองหรือจองผ่านทางหน้าเว็บล่วงหน้าก็ได้ https://n-hoppen.com/
เปิดทำการ :10:00~19:00 (รับลูกค้าถึง 18:00)
หยุดทุกวันอังคาร  instagram @kimono_hoppen

img_2580

การได้ใส่ชุดท้องถิ่นถ่ายรูปสวยๆเนี่ย มันยิ่งทำให้เรารู้สึกเข้าถึงสถานที่นั้นๆมากขึ้นนะ ว่ามั้ย อิอิ ไม่ว่าจะไปเมืองไหน ถ้ามีโอกาสได้ใส่กิโมโนหรือยูคะตะก็ทำให้เรารู้สึกดีได้เสมอ ติดตามไดอานี่ทริปนางาซากิตอน #03 ของเราเร็วๆนี้จ้าาาา แล้วก็ขอฝากบล็อกเที่ยวญี่ปุ่นจังหวัดอื่นๆด้วยนะจ๊ะ

สโลแกน : เรโกะ ออกทริปลัลล้าด้วยใจ อยากให้คนไทยสนุกกับการเที่ยวญี่ปุ่น เย้!!

ปล.เราไปที่นี่ในช่วงกลางเดือนม.ค.จ้ะ อากาศยังหนาว อุณหภูมิประมาณเลขตัวเดียว

 *about me*

facebook : Reiko.ws

instagram, youtube, twitter @reiko_ws

www.ReikoBangkokNeko.com

ติดต่องาน contact for work : reiko.ws@gmail.com

รูปแถม : เมื่อปลายเดือนม.ค.เราได้ไปออกรายการ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” เพื่อโปรโมทอีเว้นต์การท่องเที่ยวจ.นางาซากิมาล่ะ ได้ทีมงานจากกิโมโนฮอพเพนไปช่วยแต่งตัว ใส่ชุดยูคะตะให้ด้วย ชอบกิโมโน-ยูคะตะร้านนี้ สวยทุกชุดเลยเนอะ อิอิ

*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*

รีวิว East Hokkaido ขึ้นเหนือท้าความหนาว -15 องศาที่ “ฮอกไกโดตะวันออก” ตกปลา, ล่องทะเลน้ำแข็ง, ชมเทศกาลน้ำแข็งอลังการ

เราจะไป “ฮอกไกโด” !! ตอนที่เราทำงานพิธีกรรายการ Wezaa Cool Japan ที่ออกอากาศทางช่อง 3SD เมื่อปีที่แล้ว ในรายการจะมีน้องๆหนูๆวัยประถม มาร่วมแข่งขันตอบคำถามเพื่อชิงสิทธิ์ไปญี่ปุ่นทั้งครอบครัว ซึ่งจุดหมายที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ตอบว่าอยากไปเที่ยวในญี่ปุ่นคือ “ฮอกไกโด” เกาะใหญ่เหนือสุดของญี่ปุ่น ส่วนตัวเราเองเคยไปมาแล้วแค่ครั้งเดียว แถมยังเป็นตอนหน้าร้อนซะด้วย ปีนี้ฤกษ์งามยามดี มีโอกาสได้ไปเยือนฮอกไกโดซะที แถมยังไม่ใช่เมืองใหญ่ที่ใครๆ ก็รู้จักอย่างซัปโปโร, ฮาโคดาเทะ หรือโอตารุ แต่เป็น “แถบตะวันออกของฮอกไกโด” ซะด้วย แค่ได้ยินก็อยากไปแล้วใช่ม้า ปะ ออกเดินทางกันเลยยย

ทริปนี้เราเริ่มต้นกันที่สนามบินฮาเนดะ ขึ้นไฟลท์เช้าของ ANA เกือบ 8 โมง บินตรงไปยังเมืองอะบาชิริ ฮอกไกโด ที่อยู่ทางขวาของเกาะ ชาวญี่ปุ่นจะเรียกแถบนี้ว่า ฮอกไกโดตะวันออก 東北海道 (Higashi Hokkaido) นั่นเอง ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้วค่ะ

img_6707-1img_6710-1img_6712-1 การเดินทางมาที่นี่ แนะนำให้นั่งเครื่องบินภายในประเทศมาจะสะดวกมากนะคะ เพราะฮอกไกโดกว้างมาก (ถ้าขับรถจากซัปโปโร ก็ยังใช้เวลาตั้ง 4-5 ชั่วโมงแน่ะ) จากนั้นค่อยเช่ารถขับสบายๆ ถนนโล่งรถไม่เยอะค่ะ แค่ระวังกวางและสัตว์ป่าโผล่มาจ๊ะเอ๋แค่นั้นเอง 555 ธรรมชาติจริงๆ

พอมาถึงนี่สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก เป็นความหนาวติดลบ ที่ทำให้อากาศโตเกียวกลายเป็นอุ่นไปเลย

ที่แรกที่เราไปคือ “Akan Kokusai Tsuru Center” เมืองคุชิโระ ในฮอกไกโด เป็นศูนย์ให้ความรู้เกี่ยวกับนกกระเรียน สัตว์ขึ้นชื่อของฮอกไกโด มีนกกระเรียนสวยๆที่เลี้ยงแบบปล่อยให้ดูเพียบเลย

img_6753img_6748img_6756 ตอนที่ไปมีคนมาจัดงานแต่งงานต่อหน้าฝูงนกด้วย เพราะนกกระเรียนเป็นสัตว์รักเดียวใจเดียว อยู่เป็นคู่กันจนตาย ถึงอากาศจะหนาวมาก (ติดลบ) แต่ได้เห็นนกกระเรียนแบบใกล้ชิดแล้วไหวค่ะ!

คนที่ชอบศึกษาธรรมชาติ ควรลองมาซักครั้งนะคะ

*การเดินทาง แนะนำว่าขับรถมาสะดวกสุด แต่ขึ้นรถบัสมาก็ได้ ขึ้นจากสถานีรถไฟคุชิโระ ใช้เวลา 60 นาทีจ้ะ

*Akan International Crane Center
阿寒国際ツルセンター

http://kankou.city.kushiro.hokkaido.jp/tourism/crane.html

จากนั้นเราขึ้นรถต่อไปยังแถวทะเลสาบอะคัง 阿寒湖ในเมืองคุชิโระ 釧路 ฮอกไกโด 北海道แถวนี้มีชุมชมของชาวไอนุ ที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองของเกาะฮอกไกโดอยู่ด้วย

ถึงตอนนี้ชาวไอนุแท้ๆ จะไม่ค่อยหลงเหลืออยู่แล้ว จากการอพยพเข้ามาอยู่อาศัยของประชาชนจากเกาะอื่น แต่เค้าก็ยังรักษาวัฒนธรรมของไอนุไว้ให้ได้ชมกันที่นี่ จะเห็นได้ว่าร้านรวงทำด้วยไม้แกะสลัก สวยมากเลยนะ

img_7655img_7653img_7652img_7654https://www.akanainu.jp/ ทานมื้อแรกเพิ่มพลังกันที่ร้าน  นาเบะคิว 奈辺久เป็นร้านอาหารพื้นชื่อดังของที่นี่ เราเลือกเมนูปลาวาคาซากิทอดมาทานกัน ปลาตัวเล็กชุบแป้งกรอบ ทอดร้อนๆ กัดทานได้ทั้งตัว ไม่มีก้างตำคอเลย ไม่ต้องจิ้มซอสก็อร่อยแล้ว แต่จะใส่เกลือปรุงรสเพิ่มก็ได้ เราติดใจเกลือรสแกงกะหรี่ที่สุดเลย ราคาไม่แพงมากค่ะ ที่เห็นนี่ไม่จานละ 1,000เยน ถูกและให้เยอะกว่าในเมืองใหญ่ๆ อีกนะ

https://tabelog.com/en/hokkaido/A0112/A011201/1008548/

เอากระเป๋าเก็บที่โรงแรมก่อน แล้วเตรียมตัวใส่เสื้อผ้าให้อุ่นๆ ออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งกัน!! ในช่วงฤดูหนาวไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ คือกลางเดือนมีนาคม) น้ำในทะเลสาบอะคังจะแข็งตัวกลายเป็นลานน้ำแข็งหนาถึง 70 ซม. จนกระทั่งลงไปเดินเล่น ทำกิจกรรมต่างๆ ได้

img_7671 ซึ่งที่นี่เค้าก็มีอีเว้นต์ที่จัดทุกปี คือ ไอสุแลนด์อะคัง あいすランド阿寒 ในตอนกลางวันสามารถทำกิจกรรมเอ้าต์ดอร์ เช่นตกปลาวาคาซากิ ผ่านรูน้ำแข็ง, นั่งบานาน่าโบ๊ต และในตอนกลางคืน พื้นที่ตรงนี้ก็จะกลายเป็นสถานที่จัดการแสดงแสงสีเสียง โชว์น้ำแข็งประดับไฟ พร้อมโชว์ดอกไม้ไฟด้วยล่ะ

ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมวันนี้ที่เราได้ทดลอง คือการตกปลาวาคาซากิผ่านช่องน้ำแข็ง เค้าจะมีเต้นท์ให้เช่า พร้อมเก้าอี้ เบ็ดและเหยื่อล่อ (เซ็ตละ 1,500 เยน ไม่จำกัดเวลา)

ปลาที่ตกได้ สามารถให้เจ้าหน้าที่ทอดเป็นเท็มปุระร้อนๆทานได้เลย โดยกิจกรรมจะมีในฤดูหนาวของทุกปี จนถึงปลายเดือนมีนาคมเลยล่ะ

อยากบอกว่าปลาวาคาซากิทอดเป็นเท็มปุระร้อนๆนี่มันอร่อยมาก เนื้อนิ่ม ไม่มีก้างแข็งๆเลย ทานได้ทั้งตัว โรยเกลือ หยิบใส่ปากแป้บเดียวหมดแล้ว แต่จริงๆ พวกเราตกได้ไม่กี่ตัวเองนะ แม่ค้าเค้าใจดี แถมให้มาเป็นถึงเลย อิอิ ทริปนี้กินปลาไปเป็นฝูงแล้วเนี่ย แต่ก็ยอมอ้วนค่ะ เพราะมันอร่อยมว้ากกกก

http://www.lake-akan.com

ทำกิจกรรมเอ้าต์ดอร์ท่ามกลางความหนาวติดลบไปแล้ว ได้เวลาอบอุ่นร่างกายซะหน่อย ที่นี่มีคาเฟ่ต์แช่เท้าน้ำออนเซ็น 足湯カフェที่ขึ้นชื่อด้วยนะ

“Onsen Koubou Akan” 温泉工房あかん มีโต๊ะยาวที่ด้านล่างปล่อยน้ำแร่ให้ลูกค้าได้แช่เท้าตามใจชอบ

เมนูเด็ดคือ มาริโมะพุดดิ้ง まりもプリン (216 เยน) ที่ทำเป็นลูกกลมๆเหมือนสาหร่ายมาริโมะ วิธีกินคือเอาเข็มจิ้มลูกโป่งที่หุ้มให้แตก แล้วราดคาราเมลซอสลงไป อร่อยกลมกล่อมจริงๆ

ดูข้อมูลร้านที่นี่เลย > https://g.co/kgs/h1ieU1 โรงแรมที่พักคืนนี้ของเราคือ New Akan Hotel ニュー阿寒ホテル เป็นโรงแรมใหญ่ที่ค่อนข้างหรูหรา และสะดวกมากๆ เพราะอยู่ติดกับตัวทะเลสาบเลย เดินลงไปเที่ยวงานได้ทันที

ลองมาดูห้องพักกันเลยค่ะ

เรื่องอาหารที่นี่เค้าก็จัดเต็มนะคะ บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำที่นี่มีเนื้อย่างเจงกิสข่าน แบบให้เราหยิบมาทำเองด้วยเตาไฟเล็กๆ ที่โต๊ะตัวเองได้ด้วยล่ะ

กินอิ่มแล้วก็ได้เวลาออกไปลุยความหนาว ดูอีเว้นต์ในช่วงกลางคืนละ มีทั้งร้านขายเครื่องดื่มอุ่นๆ กิจกรรมลองเลื่อยน้ำแข็ง การแสดงบนเวทีน้ำแข็ง และไฮไลต์คือโชว์ดอกไม้ไฟนั่นเอง งานนี้เข้าชมฟรีด้วยนะ

กลับโรงแรมมาแช่น้ำอุ่น พักผ่อนเอาแรงไปลุยในวันถัดมา

เช้าวันถัดมา เราเช็กเอ้าต์จากโรงแรม เพื่อเดินทางไปเที่ยวในเมืองต่อไป ก่อนออกเดินทางแวะซื้อของที่ระลึกในร้านของโรงแรมซะหน่อย ที่นี่มีของขึ้นชื่อ คือ “มาริโมะ” まりも พืชน้ำกลมๆน่ารัก ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น เคยอ่านเจอในโดราเอม่อน วันนี้ได้มาเห็นของจริงแล้ววว ที่ร้านของที่ระลึกในโรงแรมมีใส่ขวดเล็กๆวางขายเพียบเลย และยังมีคาแรกเตอร์ที่ทำเป็นรูปมาริโมะด้วยนะ บอกไว้ก่อนว่าที่ญี่ปุ่นเค้าอนุรักษ์มาริโมะธรรมชาติ เราไม่สามารถจับมาริโมะในทะเลสาบขึ้นมาขายได้นะคะ ที่เอามาขายในขวดแบบนี้ คือมาริโมะที่เค้าเพาะเลี้ยงขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะเลยจ้า ราคาก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ 300 เยนขึ้นไปจนถึงพันกว่าเยน แล้วแต่ขนาดความใหญ่ และความสวยงามของขวด

จากนั้นเรานั่งรถบัสกันยาวๆ 3 ชั่วโมง มาที่เมืองอะบาชิริ 網走 ที่อยู่ตอนเหนือขึ้นมา ถึงก็เที่ยงกว่าเลย เริ่มต้นด้วยการมาทานมื้อเที่ยง ที่โรงอาหารของ “พิพิธภัณฑ์เรือนจำอาบาชิริ” 博物館網走監獄 ที่นี่เป็นคุกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด นักโทษขั้นร้ายแรงมักจะถูกส่งมาที่นี่

อาหารที่นี่เค้าจำลองข้าวที่นักโทษกินจริงๆด้วยนะ เซ็ตที่เป็นปลากับข้าวบาเล่ต์ ราคา 720 เยน กับ 820 เยนเท่านั้น ส่วนที่เราเลือกคือ เซ็ตพิเศษจำกัด 10 เซ็ตต่อวัน ราคา 900 เยนจ้ะ รสชาติอร่อยดี ให้อารมณ์อาหารรสมือแม่ทำ

www.kangoku.jp/index.html

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาลุย  “เรือนจำ” หรือ “คุก” ที่เมืองอะบาชิริ ฮอกไกโด Abashiri Prison Museum 博物館網走監獄

img_6819img_6818

ที่นี่เคยเป็นที่คุมขังนักโทษร้ายแรงมาก่อน ตอนนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์ มีทั้งตึกเก่าที่คงสภาพเรือนจำอายุกว่าร้อยปีไว้ และห้องจำลองการคุมขังนักโทษ ตึกสวยๆที่นี่เป็นโลเคชั่นถ่ายหนังละครมาแล้วหลายเรื่องนะ

นอกจากจะการจัดแสดงให้ความรู้แล้ว ยังมีพุริคุระสไตล์นักโทษ คอสเพลย์ให้ใส่เล่นจำลองการคุมนักโทษไปทำงานสร้างถนนด้วย ตอนแรกนึกว่าจะน่ากลัว แต่พอไปแล้วสนุกและได้ความรู้มากเลยล่ะ

img_7732img_7730img_7735img_6823img_6822img_6820

*Abashiri Prison Museum 博物館網走監獄 www.kangoku.jp

*เปิดทุกวัน ราคาค่าเข้าผู้ใหญ่ 1,000 เยน นักเรียนนักศึกษา 700 เยน
*นั่งรถจากสถานี JR Abashiri ประมาณ 7 นาที

ออกจากคุก ที่ได้ทั้งความรู้และความตื่นเต้น เราก็ไปชมมิวเซี่ยมให้ความรู้เกี่ยวกับน้ำแข็งลอยทะเล ปรากฎการณ์ธรรมชาติขึ้นชื่อของเมืองนี้ ที่ “โอโฮซึคึริวเฮียวคัง” オホーツク流氷館

ที่นี่นอกจากจะให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับน้ำแข็งลอยทะเลที่จะชมได้เฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น ยังมีจุดชมวิวสวยๆที่มองไปเห็นน้ำแข็งลอยทะเลอยู่ลิบๆตรงขอบฟ้า และมีห้องเย็นอุณหภูมิ -15 องศา จำลองสถานการณ์ว่าถ้าเราไปติดอยู่บนน้ำแข็งในทะเลกับสัตว์ต่างๆให้ได้ลองเล่นกันด้วย

แล้วถ้าเราถือผ้าขนหนูเปียกไปหมุนๆๆๆในห้องเย็น 30 วินาที มันจะกลายเป็นแท่งแข็งเป็กเลย!! ลองแล้ว แข็งจริงด้วยย ไม่ใช่แค่ผ้านะ มือเดี๊ยนนี่แหละ 5555 ถ้าใครได้ไปเที่ยวเมืองนี้ก็อยากให้ลองแวะไปกันนะคะ ถึงจะเป็นฤดูอื่นก็สามารถขึ้นไปชมวิวและเข้าไปเล่นในห้องเย็นได้ทั้งปีจ้าาา

https://www.ry
/a>
ค่าเข้าผู้ใหญ่ 750 เยน
เด็กม.ปลาย 640 เยน เด็กม.ต้น, ประถม 540 เยน
ถ้าจะขึ้นไปชมวิวข้างบนอย่างเดียว ไม่เข้าตึก ฟรี!! ปล.ซอฟท์ครีมเกลือคาราเมลอร่อยมาก วันนี้เดินทางไกล แถมยังได้ท่องเที่ยวหลากรูปแบบ เราเลยเข้าโรงแรมเร็วหน่อย คืนนี้เรานอนกันที่บิซิเน็สโฮเต็ลในเมืองอะบาชิริ ชื่อ Route Inn สาขาหน้าสถานีอะบาชิริ เคยพักโรงแรมเจ้านี้หลายรอบแล้ว เค้าจะมีเซ็นโต บ่ออาบน้ำร้อนรวม (แยกชายหญิงให้ใช้บริการฟรีด้วย) แต่จะไม่ใช่น้ำแร่นะ เป็นน้ำร้อนปกติ เราเลยเลือกแช่ที่ห้องตัวเองดีกว่า และนี่คือห้องของเราในคืนนี้ค่ะ

มื้อค่ำวันนี้ เราทานร้านอาหารใกล้ๆ โรงแรม แต่ไม่ธรรมดานะจ๊ะ เพราะมีเคยลงมิชลินไกด์บุ๊ก ปี 2012 มาแล้ว รับประกันความอร่อยแน่นอน เป็นร้านที่มีความโดดเด่นด้านเมนูย่างและปลา, ซีฟู้ดต่างๆ บรรยากาศก็ตกแต่งแบบญี่ปุ่นพื้นบ้าน น่านั่งเม้าท์ยาวๆ กับกลุ่มเพื่อน

ชื่อร้าน อิซาบายะ 五十集屋 (isabaya) https://tabelog.com/en/hokkaido/A0110/A011001/1003476/ เช้าวันที่ 3 นอนหลับเต็มที่เช็กเอ้าต์ด้วยความสดใส พร้อมเที่ยวต่อแล้วววว ที่แรกของวันนี้ เรามาแวะทำงานฝีมือ เป็นแม่บ้านแม่เรือนกะเค้าหน่อย ที่ Ryuhyo Glass Museum 流氷硝子館 ในเมืองอะบาชิริ นอกจากจะมีเครื่องประดับ ของแต่งบ้านที่ทำจากแก้วขายแล้ว ยังมีเวิร์กช้อปให้ทำไอเท็มจากแก้วด้วยตัวเองอีกด้วย เราได้ลองทำสร้อยข้อมือแก้ว

เริ่มจากการหล่อแท่งแก้วให้เป็นเม็ดกลมๆใส่ลวดลาย แล้วเอามาร้อยเป็นสร้อยข้อมือ ออกมาน่ารักถูกใจมากเลยล่ะ (1,800 เยน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง)

ล้ท่าเรือออโรร่าที่จะล่องไปชมน้ำแข็งริวเฮียวในทะเล
ระ

http://www.ryuhyo-glass.com

จากนั้นเราก็เดินไปที่ท่าเรือออโรร่า ที่จะพาเราไปดูน้ำแข็งลอยทะเล ช่วงที่เราไปคือต้นเดือนมีนาคม เป็นช่วงปลายๆของซีซั่นแล้ว แต่ก็ยังพอมีริวเฮียวให้เห็นอยู่บ้าง ถ้าใครแพลนอยากจะไปดูในปีหน้า แนะนำให้ไปช่วงปลายม.ค.ถึงก.พ.จะเห็นได้เยอะสุดนะจ๊ะ

img_7787img_7789img_7790img_7797img_7798

流氷 Ryu-Hyo แปลว่า น้ำแข็งลอยน้ำ (drift ice)

สามารถชมปรากฎการณ์น้ำแข็งลอยน้ำริวเฮียวแบบนี้ได้ทุกปี ตั้งแต่ช่วงม.ค.-ต้นเดือนมีนาคมจ้ะ

img_7808img_7795img_7807r> ดูข้อมูลเรือออโรร่าที่พาเราไปล่องทะเลน้ำแข็งที่นี่เลย >> https://www.ms-aurora.com/abashiri/

ชมความงามของน้ำแข็งลอยทะเลในธรรมชาติไปแล้ว มื้อเที่ยงมานั่งทานข้าวที่ฟู้ดคอร์ทบนท่าเรือ ของขึ้นชื่อที่นี่คือ ริวเฮียวคารี่ (แกงกะหรี่น้ำแข็งลอยทะเล) 流氷カリー (1,200 เยน)  เป็นแกงกะหรี่สีฟ้าและเนื้อไก่ต้มสีขาว เหมือนกับก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่กลางทะเล ทานคู่กับแป้งนันย่าง รสชาติไม่เผ็ดเท่าไหร่เมื่อเทียบกับอาหารไทย แต่ทานตอนร้อนๆก็ใช้ได้นะ

นอกจากนี้ยังมี ซังกิด้ง ザンギ丼 (880 เยน) และ ไคเซนด้ง 海鮮丼 (1,350 เยน) ทำด้วยวัตถุดิบสดใหม่ของฮอกไกโด น่าทานทุกอย่างเลยล่ะ ถ้าใครจะมาขึ้นเรือออโรร่าไปชมน้ำแข็งริวเฮียวก็ลองแวะทานดูนะจ๊ะ ทานข้าวเสร็จก็ได้เวลาย้ายสถานที่กันอีกแล้ว เราจะไปกันที่ “โซอุนเคียว” 層雲峡 ที่เป็นเมืองออนเซ็นขึ้นชื่ออีกที่ของฮอกไกโด ซึ่งตอนนี้กำลังมีอีเว้นต์น่าสนใจอีกด้วย ใช้เวลานั่งรถบัส 4 ชั่วโมงครึ่ง!! ใช่แล้วค่ะ ฟังไม่ผิดหรอก ก็ฮอกไกโดมันกว้างใหญ่มากกกก (เท่าที่ดูแผนที่ เราว่าใหญ่กว่าเกาะคิวชูทั้งเกาะอีกนะ แต่นี่คือฮอกไกโดแค่จังหวัดเดียว) การเดินทางระหว่างเมืองเลยใช้เวลามาก แนะนำให้ใช้รถบัสระหว่างเมืองจะสะดวกและปลอดภัยนะคะ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว หิมะทับถมหนา ถ้าเราไม่เชี่ยวชาญการขับบนภูเขา อาจจะเกิดอันตรายได้ ในรถบัสนี้จริงๆ แล้วมันเป็นรถบัสทัวร์ที่รับคนเป็นเที่ยวๆ แต่เที่ยวนี้มีเฉพาะพวกเรา เลยดูเหมาะเช่าเหมาคันเลย 555 คุณลุงบัสไกด์ แกแต่งตัวเฟี้ยวมาก แถมยังใจดีให้ข้อมูลความรู้ดีๆ ระหว่างเดินทางอีกด้วย

เห็นสวยๆ แบบนี้ไม่ใช่ปราสาทหรือบ้านเศรษฐีที่ไหนนะคะ แต่เป็นจุดพักรถให้พวกเราได้เข้าห้องน้ำและซื้อขนมกิน อลังการเนอะ เรามาถึงโรงแรมที่พักคืนนี้ ตอนประมาณ 6 โมงเย็นกว่าๆ ถือว่าถึงไวกว่ากำหนดการนิดหน่อย เอาของไปเก็บบนห้องก่อนค่อยลงมากินข้าว และนี่คือห้องของเราในคืนนี้ค่ะ เป็นห้องสไตล์ตะวันตกผสมกับแบบญี่ปุ่น กว้างขวาง นอนสบาย แน่นอนว่าที่โรงแรมยังมีออนเซ็นกลางแจ้งให้แช่ด้วยนะ แขกที่มาพักส่วนใหญ่จะมาเป็นหมู่คณะ ที่เราเห็นก็จะมีกลุ่มชาวจีนและทัวร์ไทยด้วย ชาวญี่ปุ่นที่มาเป็นแบบแฟมิลี่, กลุ่มเพื่อนวัยรุ่น รวมถึงแก๊งลุงป้าเหมารถมาเที่ยวกันก็เยอะ แต่ยังไม่ค่อยเห็นฝรั่งซักเท่าไหร่นะ

อาหารค่ำคืนนี้ บุฟเฟ่ต์ดีงามอีกแล้วค่ะ ทานเยอะๆ จัดเต็มกันไปเลย เพราะเดี๋ยวเราต้องออกไปตะลุยความหนาวข้างนอกอีก

ทานข้าวเสร็จ ขึ้นไปเตรียมตัวใส่เสื้อผ้าอุ่นๆ แปะแผ่นร้อนให้เรียบร้อยแล้วเดินไปดูงาน Sounkyo Ice Fall Festival 層雲峡氷瀑祭ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม

ซึ่งงานนี้เค้าได้เนรมิตลานกว้างในภูเขาให้เป็นอาณาจักรน้ำแข็ง ถือเป็นงานใหญ่ประจำปี ปีนี้จัดครั้งที่ 42 แล้ว โดยงานมีตั้งแต่ปลายม.ค.ถึง 20 มีนาคมที่ผ่านมา

img_7073

เราได้สัมผัสอุณหภูมิ -15 องศาเป็นครั้งแรกก็ที่นี่แหละ มันหนาว มันแข็งจนไม่รู้จะบรรยายยังไงดี แต่ผ่าน -15 มาได้ ไปที่ไหนก็คงรอดได้แล้วล่ะ 555

ซึ่งในงานจะมีน้ำแข็งตกแต่งสวยงาม พร้อมไฟประดับให้ถ่ายรูปเล่นมากมาย ลองสังเกตุดีๆจะมีภูเขาน้ำแข็งที่ได้แรงบัลดาลใจมาจากเจดีย์ของเมืองไทยด้วยนะ น่าภูมิใจจริงๆที่ชาวญี่ปุ่นเห็นความงามของวัดบ้านเรา

นอกจากจะมีน้ำแข็งสวยๆให้ดูแล้วยังมีดอกไม้ไฟในวันเสาร์อาทิตย์ด้วย ถ้าใครอยากไปก็วางแพลนไว้แต่เนิ่นๆได้เลย ปีหน้าเค้าจัดอีกแน่นอนจ้าาา

http://www.sounkyo.net/hyoubaku/

เช้าวันสุดท้ายในฮอกไกโดของเรา แต่งตัวเก็บของเรียบร้อยแล้ว เปิดหน้าต่างออกมาดูวิวซะหน่อย โอ๊ะ เจอแขกไม่ได้รับเชิญซะด้วย ลองดูสิว่าใครมานอนเลียขนอยู่แถวนี้ อิอิ

ก่อนออกจากโรงแรม เราเจอของดีที่ห้ามพลาดเมื่อมาถึงฮอกไกโด “ชิโร่ยโคอิบิโตะซอฟท์ครีม” (300 เยน)

img_6884

ซอฟท์ครีมจากแบรนด์ขนมชื่อดังที่คนไทยรู้จักกันดี เนื้อซอฟท์ครีมเนียนนุ่ม ละมุนนม ผสมไวท์ช็อกโกแลตชิโร่ยโคอิบิโตะด้วย ละเลียดได้เพลินๆ ทานครึ่งชั่วโมงถึงจะหมด เพราะอากาศติดลบไอติมไม่ละลาย อิอิ

มีขายทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยวและร้านของฝากในฮ
โดจ้ะ

จากนั้นเรานั่งรถบัสที่มีคุณลุงไกด์คนเดิม เข้าเมืองอาซะฮีคาว่า ใช้เวลาประมาณเกือบๆ 2 ชั่วโมง หลับบ้าง มองวิวบ้างเพลินดี มองเห็นกวางและวัวข้างทางอยู่เรื่อยๆ อาาาห์ ธรรมชาติอะไรเช่นนี้

ระหว่างนั่งรถคุณลุงไกด์แกให้ความรู้ว่า ตอนที่ฮอกไกโดเพิ่งก่อตั้งเมืองใหม่ๆในสมัยเมจิ รัฐบาลอยากจะขยายความเจริญ จึงเปิดรับสมัครชาวบ้านจากจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากฮอนชู, คิวชู, ชิโกคุ เพื่อให้มาตั้งถิ่นฐาน มอบที่ดินให้ทำกินฟรี จึงเป็นที่มาของการที่ชื่อสถานที่ในฮอกไกโด มีชื่อเหมือนกับ ชื่อสถานที่ในเกาะอื่นๆ ของญี่ปุ่นนั่นเอง เช่น คิตะฮิโรชิม่า, คุมาโมโตะ, ยามานาชิ เป็นต้น ส่วนชื่อเมืองอื่นๆ ในฮอกไกโดที่ อ่านยาก และเขียนด้วยคันจิแปลกๆ นั้น มาจากภาษาไอนุดั้งเดิมนั่นเอง ขอบคุณคุณลุงสำหรับความรู้ใหม่นี้นะคะ แล้วเราก็มาถึง”สวนสัตว์อาซาฮียาม่า” 旭山動物園 ในเมืองอาซาฮีคาว่า 旭川市 ที่นี่มีสัตว์เมืองหนาวหลายชนิดให้ได้ยลโฉมอย่างใกล้ชิด ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูหนาว 3 ตัวท็อปของที่นี่อย่าง เพนกวิน, หมีขาว, แมวน้ำ จะลัลล้าร่าเริงเป็นพิเศษ ก็ฤดูของเค้านี่นา ช่วงที่ยังมีหิมะตก (ถึงประมาณเดือนมีนาคม) ทุกวันเวลา 11 โมงเช้าจะมีพาเหรดเพนกวิน ออกมาเดินโชว์ตัวด้วย มันน่ารักตรงที่เพนกวินดูไม่ค่อยเต็มใจเดินนี่แหละ 555 แต่เจ้าหน้าที่ต้องบังคับให้เดินไม่งั้นมันจะเอาแต่นอน อ้วนเผละกันพอดี

img_7901img_7897img_7898img_7899 หมีขาวก็แหวกว่ายในน้ำ งับปลาอย่างมีความสุข แมวน้ำก็ว่ายวนเวียนไปมาน่าเอ็นดู อ้วนพริ้ว เหมือนลูกชิ้นรักบี้ในหม้อเอ็มเค เจ๊ยยย ไม่ใช่ละ 555

http://www.city.asahikawa.hokkaido.jp/asahiyamazoo/
หลังจากเพลิดเพลินกับความน่ารักของสัตว์เมืองหนาว ก็ได้เวลาที่เราจะต้องกลับเมืองร้อนแล้ว แง~ ยังไม่อยากกลับเลยอะ เรามาขึ้นเครื่องบินที่ท่าสนามบินอาซาฮีคาว่า ก่อนขึ้นก็ปิดท้ายด้วยราเมงโชยุร้อนๆ ซะหน่อย หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า ถ้ามาฮอกไกโด ต้องทานมิโซะราเมง เพราะเป็นของขึ้นชื่อ แต่จริงๆ แล้วมิโซะเค้าขึ้นชื่อที่ซัปโปโรนะจ๊ะ ถ้าเมืองอาซาฮีคาว่า ต้องโชยุราเมงนี่แหละ น้ำซุปร้อนๆ ไม่เค็มเกินไป ซดคล่องคอดี ไม่น่าเชื่อว่าจะกินหมดชาม (อีกละ) อิอิ

เดินทางต่อด้วย ANA ภายในประเทศมาลงฮาเนดะ แล้วต่อเครื่องมาลงที่กรุงเทพมหานครบ้านเรา จาก -15 องศา สู่ 35 องศา (ยังดีนะไม่ป่วย) ในการเดินทางแต่ละครั้ง นอกจากเราจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่แล้ว มิตรภาพที่ได้ระหว่างทาง ยังทำให้เราสุขใจอีกด้วย

ช่วงนี้มีโอกาสขึ้น ANA บ่อย ได้เจอน้องแอร์ที่เคยบินด้วยในทริปก่อน เค้าเอาการ์ดมาให้พร้อมของที่ระลึก รูปวาดและลายมือน่ารักมากเลย ขอบคุณนะคะ มีความสุขทุกครั้งที่ได้บินกับ ANA ค่ะ (สะสมไมล์ Star Alliance ได้ด้วย ดีตรงนี้ อิอิ)

img_6950ช่วงเก็บตก เรามีรีวิว “ชามาริโมะ” จากฮอกไกโดมาให้ดูกันล่ะ จะอร่อยหรือไม่ ยังไง ต้องลองมาดูกัน!!สำหรับทริปนี้ต้องขอขอบคุณสองสาวเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น คุณโนนากะ และคุณเอ็นโด ที่ช่วยพาเที่ยว และช่วยเป็นตากล้องจำเป็นให้เราด้วยนะคะ สนุกสนานมาก ก่อนกลับเราได้มอบยาดมไทยให้เป็นที่ระลึกกันด้วย หวังว่าจะชอบกันนะ อิอิ รวมถึงเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและไทยที่อยู่เบื้องหลังทุกท่านด้วยค่ะimg_6907สำหรับคนที่อยากตามรอยทริปนี้ของเรา แบบง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องเมเนจอะไรให้ปวดหัว ลองดูข้อมูลดีๆนี้เลยยยยนี่คือรถบัสที่เรานั่งระหว่างเมืองอะบาชิริ – โซอุนเคยว – อาสะฮีว่า EASTERN HOKKAIDO SIGHTSEEING BUS(ひがし北海道周遊観光バス) http://th.visit-eastern-hokkaido.jp/plan-your-trip-all/toursightseeingbus_winter/ HAnavi “JAPAN AIR PASS – EAST HOKKAIDO SPECIAL”(รวมข้อมูลการท่องเที่ยวฮอกไกโดตะวันออก) http://www.his-bkk.com/th/japan_tour/hokkaido-north-east.php (※ด้านล่างของ web page สามารถกดเข้าไปจอง HAnavi(JAPAN AIR PASS)ได้ด้วย) img_7830 สำหรับทริปนี้ เราจองแพ็กเกจ HAnavi(JAPAN AIR PASS)<ตั๋วเครื่องบินไปกลับโตเกียว – ฮอกไกโดตะวันออก และ โรงแรมที่พัก 1 คืน>air flight : HANEDA – KUSHIRO / ASAHIKAWA – HANEDAhotel : Hotel Route In Abashiri  (1 night)ราคาสำหรับการจอง JAPAN AIR PASS นั้น จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาลจ้ะ เช่น ถ้าออกเดินทางในช่วงเดือนเมษายน แล้วจองแพ็กเกจตั๋วเครื่องบินไปกลับโตเกียว – ฮอกไกโดตะวันออก และ ที่พัก 1 ห้องสำหรับ 2 คน ราคาจะตกคนละ 6,097 บาทเป็นต้นไปสามารถจอง HAnavi(JAPAN AIR PASS)ได้ทาง Online อย่างง่ายๆ ที่เว็บ http://www.his-bkk.com/th/contact.php หรือจะเข้าไปซื้อโดยตรงที H.I.S.Bangkokทุกสาขาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวนี้เค้ามีสาขาตามห้างและตึกออฟฟิศใหญ่ๆ หลายที่ เข้าไปหาข้อมูลการท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้สบายเลยล่ะimg_7727ขอให้สนุกกับการแพลนทริปต่อไปของคุณนะคะ ถ้าบล็อกนี้พาจะเป็นไอเดียให้ทุกคนมีแรงบัลดาลใจ อยากออกไปเที่ยวได้ เราจะดีใจมากเลย ทักทาย คอมเม้นต์ ติชมได้ที่โซเชี่ยลทุกทางของเราค่ะ*about me*Facebook : Reiko.wsInstagram, youtube, twitter @reiko_wsBlog www.ReikoBangkokNeko.com*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*

Nagasaki Diary #01 ยกพลขึ้นบกที่เกาะร้างฮาชิม่า (軍艦島) ทานเมนูเด็ด “จัมปง” ที่ไชน่าทาวน์

“จ.นางาซากิ” 長崎県 คนไทยส่วนใหญ่อาจจะคุ้นชื่อ ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ในวิชาประวัติศาสตร์ ว่าเป็นเมืองที่เคยโดนบอมบ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คู่กับเมืองฮิโรชิม่า ถึงจะผ่านมากว่า 70 ปีแล้ว แน่นอนว่ายังต้องมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับสมัยสงครามโลกที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่จริงๆแล้วที่เที่ยวในจ.นางาซากิ ยังมีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลยนะ

img_2603
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวที่จ.นางาซากิ ค้นพบเสน่ห์ใหม่ๆอีกมากมาย เลยขอเก็บประสบการณ์มาเล่าให้ทุกคนอ่านกันล่ะ

เราเคยมานางาซากิครั้งแรกก็ตอนม.ปลายโน่นเลย สมัยที่มาเรียนแลกเปลี่ยน แล้วร.ร.พานักเรียนม.5 ทั้งชั้นมาทัศนศึกษาที่เกาะคิวชู จำได้ว่าเราชอบเมืองนี้มาก แต่ด้วยความที่เป็นเด็ก เงินจะซื้อขนมซื้อของฝาก แทบไม่มีเลย จะควักแบงค์ 1,000 เยน (ตอนนี้ประมาณ 300 บาท) ออกมาซื้อของที คิดแล้วคิดอีก ฮืออออ รันทด คราวนี้กลับมาแบบสาวทำงานแล้ว มีเงินแล้ว วะฮ่าาาา ชั้นจะเที่ยวให้เต็มที่ อยากได้อะไรจะซื้อ ทดแทนสิ่งที่ขาดหายในวัยเด็ก 555


เราเริ่มต้นทริปนี้ที่สถานี JR Hakata 博多駅 ในจ.ฟุคุโอกะ เพื่อขึ้นรถด่วนไปสถานีนางาซากิ ใช้บัตร JR Kyushu Rail Pass ที่มีโปรโมชั่นจำหน่ายบัตรเหมาราคาพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แบบพำนักระยะสั้น
ตัวบัตรจะมี 2 แบบค่ะ  คือ ตั๋วคิวชูตอนเหนือ และตั๋วคิวชูทั้งหมด ของเราทริปนี้เน้นๆเดินทางระหว่างนางาซากิ และฟุคุโอกะ เลือกใช้แค่คิวชูตอนเหนือก็พอ

ตั๋วคิวชูตอนเหนือ (3 วัน) 8,500 เยน (5 วัน) 10,000 เยน หาซื้อได้ที่เอเจนซี่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นในไทย หรือสถานีรถไฟใหญ่ๆในคิวชู ที่สถานีฮาคาตะ จ.ฟุคุโอกะ จุดเริ่มต้นของทริปนี้มีขายแน่นอนค่ะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเป็นภาษาอังกฤษได้ที่นี่เลย http://www.jrkyushu.co.jp/english/railpass/railpass.jsp

img_1955

ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ ทานเบนโตะ มองวิวสองข้างทางเพลินๆแป้บเดียวก็ถึงแล้ว

img_2010

จ.นางาซากิ เค้าใช้ไอดอลค่าย Johnny’s วง Kiss My ft2 มาโปรโมทการท่องเที่ยวด้วยคอนเซปต์ Kiss My Nagasaki ค้นพบสิ่งใหม่ๆ 7 สิ่งในนางาซากิ สามารถเห็นป้ายของหนุ่มๆได้ทั่วไปในตัวเมืองเลยล่ะ

img_2027

สถานที่แรกที่เราไปกันคือ Nagasaki China Town 長崎中華街 ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ไชน่าทาวน์ของญี่ปุ่น (อีก 2 ที่คือ โยโกฮาม่า และ โกเบ)

เดินทางมาหิวๆ ต้องแวะหาอะไรลงท้องก่อนล่ะ เราเลือกร้านโซชูริน 蘇州林 เป็นร้านอาการจีนสไตล์ญี่ปุ่น เมนูขึ้นชื่อ คือ จัมปง และ ซาราอุด้ง หน้าร้านยังมีซาลาเปาหอมกรุ่น ควันฉุยขายยั่วน้ำลายอีกด้วย ปะ เข้าไปดูอาหารกันเถอะ

จัมปง จะมีลักษณะคล้ายๆก๋วยเตี๋ยวราดหน้าบ้านเรา เป็นเส้นบะหมี่ราดด้วยเกรวี่เหนียวๆ เครื่องเป็นผักและเนื้อสัตว์ ซีฟู้ด ที่ร้านนี้เค้าก็จะมีหลายแบบหลายไซส์ให้เลือก เราเลือกทานแบบออริจินัลค่ะ

จัมปง ちゃんぽん (950 เยนรวมภาษีแล้ว)

img_2051

ส่วนซาราอุด้ง จะเป็นน้ำเกรวี่เหมือนกัน แต่จะราดไปบนหมี่กรอบ ทานได้เรื่อยๆ อร่อยถูกปากคนไทย

ซาราอุด้ง 皿うどん (950 เยนรวมภาษีแล้ว)

img_2060

ลองดูเว็บร้านได้เลย 蘇州林 Soshurin http://www.sosyuurin.com/

เดินเล่นไชน่าทาวน์อีกนิด ดูบรรยากาศในย่านนี้ซะหน่อย มีของจีนๆและของจุกจิกทั้งอาหารเครื่องใช้ขายมากมาย สินค้าที่วางขายดูมีความป๊อปแบบญี่ปุ่นผสมอยู่ด้วย โดยรวมเป็นไชน่าทาวน์ที่ค่อนข้างเงียบ ไม่พลุกพล่านเท่าของบ้านเรา แต่ถ้าคนที่ชอบความสะอาดสะอ้าน เดินเล่นสบายๆไม่ต้องกลัวเดินชนใคร ก็คงจะชอบค่ะ


สถานที่ถัดไปของเราก็ค่ือ… กุนกังจิม่า 軍艦島 หรืออีกชื่อ ฮาชิม่า 端島 ที่คนไทย รู้จักจากการเป็นโลเคชั่นของภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น ฮาชิม่าโปรเจคต์, Battle Royale และ 007 นั่นเองงงงง

ภาพในหนังส่วนใหญ่เราจะเห็นว่าที่นี่เป็นตึกรกร้าง ดูน่ากลัว และถูกขนานนามว่าเป็น “เกาะผีสิง”!? แต่ในเมื่อตอนนี้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เปิดให้เข้าชมได้แล้ว แถมยังมีสมาชิกร่วมชะตากรรม เอ้ยย ร่วมผจญภัยไปกับเราด้วยหลายสิบคนบนเรือทั้งลำ

ดังนั้นเราจะไม่ดูเกาะร้างอยู่บนฝั่งเฉยๆ นะคะ แต่เราจะขึ้นเรือเพื่อไปลุยกันบนเกาะเลยยยย บรึ๋ยๆๆ (*สั่นสู้)


โดยการเข้าร่วมทัวร์เรือไปยังเกาะนั้น ราคาอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 4,000 เยน / เด็กม.ต้น-ม.ปลาย 3,200 เยน / เด็กประถม 2,000 เยน และตัองเสียค่าเปิดทางขึ้นเกาะเพิ่ม อายุ 12 ปีขึ้นไป 300 เยน / เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 150 เยน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gunkanjima-concierge.com/

เรือที่นั่งไปนั้นลำค่อนข้างเล็ก และคลื่นลมแรงมาก ดังนั้นเจ้าหน้าที่บนเรือจึงเตรียมยางเส้นๆสีน้ำเงินมีปุ่มกดจุดตรงข้อมือ เค้าบอกว่ารัดเอาไว้ แก้เมาเรือได้ ก็น่าจะช่วยได้ระดับนึง เพราะเราก็ไม่ได้เมาอะไรมาก มีส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดบ้างเวลาเรือโคลง

ความสั่นของเรือ เลเวลเดียวกับนั่งบานาน่าโบ้ตเลยแหละ กรี๊ดไปด้วยก็สนุกดี 555 แต่ก็ยังมีคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะสาวๆลงไปอาเจียนท้ายเรือหลายคนอยู่นะ

เห็นเป้าหมายของเราอยู่ลิบๆแล้วค่ะ!!! ดูขลังดีเนอะ… เหมือนจะมีพลังงานอะไรบางอย่าง ไม่สิ ไม่คิดมากสิ แง๊~

img_2245

เมื่อขึ้นไปเกาะแล้ว เค้าจะมีจุดให้แวะชมวิว พร้อมมีเจ้าหน้าที่อธิบายความเป็นมาของเกาะนี้ เห็นในภาพยนตร์ดูรกร้าง วังเวง อาจจะคิดว่าเป็นเกาะผีสิง แต่จริงๆแล้ว ที่นี่เป็นเกาะที่เคยมีชุมชนขนาดใหญ่อาศัยอยู่ และมีความเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นระยะเวลามากกว่า 80 ปี

img_2263

ซึ่งช่วงนั้นครอบครัวที่อาศัยบนเกาะนี้ จะมีอาชีพหลักคือการทำเหมืองถ่านหิน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปอาชีพทำเหมืองไม่ได้บูมแล้ว จึงจำเป็นต้องอพยพย้ายจากเกาะ ออกไปหาที่อื่นอยู่กัน

ในปี 1974 เกาะฮาชิม่าเลยถูกปล่อยให้รกร้าง สภาพเหมือนหยุดเวลาเอาไว้เมื่อ 40 กว่าปีก่อน จนกระทั่งได้รับการพัฒนาระบบ เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถมาเข้าชมได้ และ ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วนะ

img_2319

ตอนนี้เค้าเปิดให้เข้าชมได้แค่บางส่วน ไม่สามารถเข้าไปในโซนลึกๆได้ เพื่อความปลอดภัย

img_2289-1img_2326img_2297

จะว่าไปมันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าในหนังนะ แค่มีร่อยรอยการมีชีวิตอยู่ของผู้คนเมื่อประมาณ 40 กว่าปีก่อนเท่านั้นเอง มันดูขลัง และน่าค้นหามากๆ (แต่ถ้าได้มาตอนกลางคืน อาจจะไม่คิดแบบนี้ก็ได้) ซึ่งจะมีอะไรหรือไม่นั้น เราก็ไม่รู้ แต่ไม่ขอพิสูจน์ดีกว่า แหะๆ

img_2295-1

ลองดูบรรยากาศเพิ่มเติมได้ที่ Google Maps Street View เลยค่ะ

สำหรับการเดินทางมาเกาะฮาชิม่าครั้งแรกของเรานี้ ถือได้ว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ เหมือนได้ย้อนเวลาไปยังโลกอดีตที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ ทุกอย่างที่ได้สัมผัสมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาก จนได้รับการยกให้เป็นมรดกโลก

มันไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิดเอาไว้เลย (หรืออาจจะเพราะเราไม่มีเซ้นส์ด้านนี้!?) ของอย่างนี้มันแล้วแต่คน ต้องลองมาพิสูจน์กันเองนะจ๊ะ

ถ้าใครกำลังแพลนจะไปเที่ยวนางาซากิ ก็ลองใส่ไว้ในแพลนดูนะคะ

img_2310-1

การเดินทางของเราในนางาซากิเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เราจะเดินทางไปไหนกันต่อ รออ่านได้ในบล็อก Nagasaki Diary #02 นะจ๊ะ!!

img_2286-1

ขอบคุณสำหรับการอ่านบล็อกนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่คราวหน้าค่ะ!!

*about me* คอมเม้นต์ติชมเสนอความคิดเห็นได้ที่โซเชี่ยลของเราตามนี้เลย

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter, youtube @reiko_ws

www.ReikoBangkokNeko.com

*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*