Category Archives: Foods

Nagasaki Diary #05 โรงแรมอะไรมีพนักงานเป็นไดโนเสาร์!? Henna Hotel!? 変なホテル Sasebo, Huis Ten Bosch

บล็อกเที่ยวนางาซากิของเรามาถึงตอนสุดท้ายแล้วนะคะ เราเดินทางออกจากอุนเซน มุ่งหน้าไปทางตะวันตกของจังหวัด เป้าหมายของเราคือเมืองใหญ่อีกเมืองของนางาซากิ “ซาเซโบะ” 佐世保 นั่นเอง

(แนะนำให้อ่านท่องเที่ยวนางาซากิตอน 1-4 ด้วย เพื่อปูพื้นอรรถรสในการเดินทางของเรา อิอิ 1.Nagasaki Diary #01 ยกพลขึ้นบกที่เกาะร้างฮาชิม่า (軍艦島) ทานเมนูเด็ด “จัมปง” ที่ไชน่าทาวน์ 2.Nagasaki Diary #02 ใส่กิโมโนลายโมเดิร์น เดินเล่นเดะจิม่า จ.นางาซากิ 長崎で着物体験 3.Nagasaki Diary #03 มินามิชิมาบาระ แช่ออนเซ็นโอบาม่า ตามล่าของอร่อย 長崎県南島原・小浜 4.Nigasaki Diary #04 เรโกะพาเที่ยวญี่ปุ่น พักผ่อนแบบพอเพียงที่ “อุนเซน” เมืองออนเซ็น จ.นางาซากิ 長崎県雲仙温泉 )

ซาเซโบะ 佐世保 เป็นเมืองที่มีกลิ่นอายของตะวันตกสูงมาก เพราะมีฐานทัพของทหารอเมริกาตั้งอยู่ที่นี่ ดังนั้น อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ จึงฟังแล้วอเมริกั๊นนนน อเมริกัน “ซาเซโบะเบอร์เกอร์” 佐世保バーガーนั่นเองค่ะ

ซาเซโบะเบอร์นี่มีที่ดังๆ อยู่หลายเจ้า เราได้ลองไปทานที่ร้าน Misa Rosso มีร้านเดียวไม่มีสาขาด้วยนะจ๊ะ ตัวร้านเป็นห้องแถวเล็กๆ สองห้อง มีที่จอดรถหน้าร้านไม่เกิน 2 คัน เป็นร้านที่มีคนหมุนเวียนเข้าออกเยอะมากDSCF9340

เมนูในร้านเน้นฟาสต์ฟู้ด มีเบอร์เกอร์ พิซซ่า และของทอดอื่นๆ ราคาเบอร์เกอร์เริ่มต้นที่ 310 เยน ไปจนถึง 1,360 เยน มาถึงขั้นนี้แล้ว อย่าไปคิดถึงแคลอรี่ค่ะ อร่อยลืมอ้วนจริงๆDSCF9321

ร้านขนาดกระทัดรัด มีที่นั่งไม่เยอะ คนหมุนเวียนเข้าออกตลอดเวลาDSCF9330

ในร้านมีการ์ตูนให้อ่านด้วย แต่ถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่ได้เปิดอ่านหรอก เพราะอาหารที่อยู่ตรงหน้าน่าสนใจกว่า 555img_3070

มาแล้วววว เบอร์เกอร์ของเราimg_3093

img_3077

อร่อยชุ่มฉ่ำ ผักสดกรอบมากเลยล่ะimg_3091

Misa Rosso http://www.misarosso.com/pc/

อิ่มท้องแล้ว ไปเดินย่อยกันที่พิพิฑภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิคิลาละ 海きららimg_3100

ดูสัตว์น้ำเพลินๆ แล้วก็มาดูโชว์โลมาแสนรู้ด้วย สั่งซ้ายไปซ้าย บอกขวาไปขวา ฉลาดจริงๆimg_3303

img_3236

img_3272

ดูคลิปไลฟ์โลมากระโดดได้ที่นี่เลย

บริเวณด้านหน้าอควาเรี่ยมมีเรือจอด วิวสวยมากเลยimg_3312

เดินทางที่นี่ด้วยรถบัสก็ได้นะจ๊ะ ถ้าไม่อยากเช่ารถขับหรือขึ้นแท็กซี่img_3319

img_3321

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Umi Kirara Aqurium http://www.pearlsea.jp/umikirara/

คืนนี้เราพักกันที่ “โรมแรมประหลาด” เฮนนะโฮเต็ล 変なホテル โรงแรมคอนเซปต์สุดแหวกแนว ในเครือเฮ้าส์เทนบอส 

เพิ่งเปิดได้ไม่นานทุกอย่างยังใหม่มาก พนักงานที่นี่ ไม่มีมนุษย์เลยซักคนเดียว เพราะใช้หุ่นยนตร์และเครื่องจักรในการบริการแขกทั้งหมดDSCF9460

เริ่มตั้งแต่หุ่นไดโนเสาร์ประชาสัมพันธ์, ตู้ขายอาหารอัตโนมัติ, หุ่นทำความสะอาด, แถมในห้องพักยังมีหุ่นยนตร์อยู่เป็นเพื่อนด้วย!?img_3331

แฮร่!!! เราควรกลัวใช่มั้ย 555

ดูคลิปไดโนเสาร์พูดต้อนรับแขกหลายภาษาได้ที่นี่เลยยยยยย
https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F200769936634612%2Fvideos%2F1397342310310696%2F&show_text=1&width=560

อันนี้เป็นหุ่นยนตร์ทำความสะอาดกระจกimg_3351

ตัวนี้พูดเก่งมาก เม้าท์ตลอด img_3353

หุ่นยนตร์น้องหมา วิ่งดุ๊กดิ๊กๆ น่าร้ากกกกกimg_3381

มุมขายของที่ระลึก จะเป็นตู้ขายอัตโนมัติทั้งหมดDSCF9427

มุมนี้สวยมาก ให้ฟีลแคนทีนสวยๆของมหาลัยในหนัง เป็นโซนนั่งเล่น มองวิวจากมุมกว้าง มีตู้ขายของกินและกาจะปองด้วยDSCF9433

อาจจะไม่ถูกใจคนรุ่นพ่อแม่ที่ไม่ชอบอาหารสำเร็จรูป แต่เราว่ามันก็อร่อยดีนะ img_3646

ของกินแพ็กเกจออริจินอลของโรงแรมimg_3642

img_3643

มีทัวร์แบบเช้าไปเย็นกลับขายด้วยนะจ๊ะ เริ่มออกเดินทางจากเฮ้าส์เทนบอส ถ้าพักโรงแรมแถวนี้ก็วางแพลนได้สบายๆ

ห้องพักที่นี่จะเป็นทรงโมเดิร์นเรียบๆ ลักษณะเหมือนหอพัก เป็นกล่องเหลี่ยมๆ ดูเรียบง่ายแต่เก๋ โซนส่วนกลางและตึกที่พักแยกจากกัน ต้องเดินผ่านสวนไป และยังมีทางเชื่อมไปยังเฮ้าส์เทนบอส สะดวกมากสำหรับคนมาเที่ยวสวนสนุกและพักที่นี่

และนี่คือหน้าห้องพักของเรา จะใช้วิธีเปิดด้วยลายนิ้วมือก็ได้ (ต้องเมมตั้งแต่ตอนเปิดครั้งแรก) หรือใช้คีย์การ์ดก็ได้
img_3360

หุ่นยนตร์น้องทิวลิปข้างเตียง ชวนน้องคุยโต้ตอบได้ด้วย แต่ดึกๆ ถ้าอยู่ๆพูดขึ้นมาก็หลอนเหมือนกันนะimg_3666

img_3656

img_3662
เอาของเข้าที่พักเสร็จ ก็ได้เวลาแห่งความสนุกที่เฮ้าส์เทนบอสแล้ว ที่นี่เป็นธีมพาร์กที่ได้แรงบัลดาลใจมาจากประเทศฮอลเลนด์ มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปและกิจกรรมสนุกๆ มากมาย แต่ครั้งนี้เราตั้งใจมาตอนกลางคืน เพราะอยากมาชมเทศกาลไฟประดับ ที่จัดต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี

ตอนเดินเข้าสวนสนุก ก็ใกล้จะมืดแล้ว ประมาณห้าโมงเย็นกว่าๆ img_3399

ส่วนหนึ่งของโชว์ไฟประดับ อลังการงานสร้างมากimg_3522

มองจากมุมสูงก็สวยimg_3578

มีหุ่นตำรวจแพทเลเบอร์ด้วยนะจ๊ะimg_3511

ถ่ายรูปสนุกๆที่ทริคอายมิวเซี่ยมimg_3438
มีร้านอาหารที่ใช้หุ่นยนตร์บริการด้วยimg_3467

ไฟประดับที่นี่เค้าไม่ธรรมดาจริงๆ ถึงแม้อากาศตอนกลางคืนจะหนาวระดับเลขตัวเดียว (เราไปช่วงเดือนม.ค.) แต่ความสวยตระการตาทำให้เราเพลินจนลืมหนาวไปเลย ซึ่งเทศกาลไฟประดับของเฮ้าส์เทนบอสจะจัดขึ้นทุกปี ตั้งแต่ช่วงปลายปี ไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิเลยล่ะ

เราทานมื้อค่ำที่ภัตตาคารในเฮ้าส์เทนบอส เลือกเมนูเลม่อนสเต็ก เนื้อวัวนุ่มๆ ปรุงรสด้วยเลม่อน ความเปรี้ยวลงตัว ลดความเลี่ยนได้ดี อร่อยยยย แป้บๆ หมดจานละimg_3630

แวะซื้อของฝากซะหน่อย มันมีเยอะมากจริงๆ ไม่รู้จะซื้ออันไหน เลยลองที่เค้าติดป้ายขายดีไว้ก่อน เราลองซื้อชีสทาร์ตมา อร่อยดีนะ แป้งกรอบ เนื้อทาร์ตละมุนนนเลยล่ะimg_3636

กลับถึงห้องด้วยความฟินกับวิวสวยๆ อาหารค่ำแสนอร่อย พักผ่อนในห้องโรงแรมใหม่เอี่ยม มีความสุขจัง

เช้าวันสุดท้ายในนางาซากิ ทานมื้อเช้าที่ร้าน  AURA ร้านอาหารเพื่อสุขภาพของโรงแรม

บรรยากาศภายในร้าน สีขาวสะอาดตา
img_3699

img_3698

มีเมนูเพื่อสุขภาพให้เลือกเพียบ ที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องสลัดค่ะ img_3694

เลือกกินแบบสุขภาพดีแต่เช้า เผื่อไว้มื้อถัดไปด้วย 5555

เค้าโชว์ผักออแกนิกที่ปลูกไว้ในห้องกระจกให้ดูด้วย
img_3713

มองไปนอกหน้าต่างเห็นสวนผักเขียวฉอุ่มimg_3704

เช็กเอ้าต์กับหุ่นยนตร์ไดโนเสาร์ ได้เวลาบ๊ายลายนางาซากิแล้ว ยังไม่อยากกลับเลย ฮืออออ

ถ้ามาที่นี่อย่าลืมถ่ายรูปกับน้องทิวลิปจังนะจ๊ะ

ดูรายละเอียดของเฮ้าส์เทนบอสได้ที่นี่เลย http://thailand.huistenbosch.co.jp/mobile/ เค้ามีเว็บภาษาไทยด้วยนะ ดีงามมม ส่วนอันนี้เว็บโรงแรม Henna Hotel http://www.h-n-h.jp/en/ มีเป็นภาษาอังกฤษจ้ะ

จากนั้นเรานั่งรถประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ ไปยังสนามบินฟุคุโอกะ คุณลุงคนขับน่ารักใจดีมาก พาเราแวะซื้อขนมของฝาก และยังให้พวงกุญแจคิตตี้นางาซากิเป็นของที่ระลึกอีกด้วย 

ก่อนเข้าสนามบิน คุณลุงพาเราแวะทานอูด้งที่ร้านใกล้ๆ สนามบิน เป็นร้านขึ้นชื่อของฟุคุโอกะชื่อร้านมากิโนะอูด้ง 牧のうどん

นิคุโกโบอุด้ง ขายดีอันดับ 1 ของร้าน

เราเลือกเมนู อูด้งใส่โกโบเทน (650 เยน) (อันที่ขายดีที่สุดนั่นแหละ) เป็นรากไม้โกโบชุบแป้งทอดแบบเทมปุระ ซุปอร่อยดี เราเคยทานตอนมาคิวชูครั้งก่อน เลยติดใจจนกลายเป็นเมนูโปรดไปแล้ว

หน้าบานได้กินของอร่อย

ขอบคุณนะคะคุณลุง (^人^)

ร้านมากิร้านมากิโนะอูด้ง 牧のうどん สาขาสนามบินฟุคุโอกะ https://s.tabelog.com/fukuoka/A4001/A400107/40006109/

หลังจากบ๊ายบายกับคุณลุงที่สนามบินฟุคุโอกะแล้ว เรายังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงจนถึงเวลาไฟลต์ออกในกลางคืน เลยฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อกเกอร์ แล้วนั่งรถไฟเข้าไปเดินเล่นห้างอควาซิตี้ในตัวเมือง แล้วกลับมาเช็กอินตอนค่ำ ไปนั่งร้านมูมินคาเฟ่ต์มาล่ะ คนเดียวก็สนุกได้ มีมูมินนั่งเป็นเพื่อน 

Moomin Cafe สาขา Aqua City Fukuoka https://en.japantravel.com/fukuoka/moomin-troll-cafe-in-fukuoka/29492

สำหรับทริปนี้ต้องขอขอบคุณ โยชิโมโตะไทยแลนด์ที่ชวนเราไปสัมผัสประสบการณ์ดีๆ ที่นางาซากินะคะ ถ้าใครสนใจทริปนี้ของเรา ลองดูรายการ “คิดแนปปิ้ง” ได้ เพราะเค้าก็ไปถ่ายทำในสถานที่ที่เหมือนกับที่เราไปเลยล่ะ https://free.facebook.com/KidnappingLove/?locale2=th_TH&_rdc=1&_rdr

และต้องขอบคุณทีมงานฝั่งนางาซากิ คาซึคิซัง, อัปปุจัง และเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นทุกท่าน สำหรับการดูแลอย่างดีนะคะ

ทุกการเดินทาง มันทำให้เราเติบโตขึ้น ได้เรียนรู้ตัวเองและได้สัมผัสกับผู้คนหลากหลาย ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ หวังว่าการเดินทางครั้งนี้ของเราจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังสนใจจะเดินทางไปเที่ยวนางาซากินะคะ ขอให้สนุกกับการเดินทางในทริปต่อไปของคุณค่ะ

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter @reiko_ws

youtube : Reiko_ws เรโกะ

และบล็อกนี้ www.ReikoBangkokNeko.com

Contact for Work / ติดต่องานต่างๆ ทั้งงานเขียนคอลัมน์, รีวิว, ถ่ายแบบ, สัมภาษณ์, พิธีกร, งานแสดง, ล่าม, นักแปล / 仕事依頼はこちら : คุณกอล์ฟ 081-843-7109 (Thai language) และ reiko.ws@gmailcom (Japanese OK)

*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*“>

Nagasaki Diary #03 มินามิชิมาบาระ แช่ออนเซ็นโอบาม่า ตามล่าของอร่อย 長崎県南島原・小浜

กลับมาเที่ยวนางาซากิกันต่อนะคะ หลังจากที่เราได้ไป Nagasaki Diary #01 ยกพลขึ้นบกที่เกาะร้างฮาชิม่า (軍艦島) ทานเมนูเด็ด “จัมปง” ที่ไชน่าทาวน์ และ Nagasaki #02 ใส่กิโมโนลายโมเดิร์น เดินเล่นเดะจิม่า จ.นางาซากิ 長崎で着物体験 กันมาแล้ว มื้อค่ำวันนี้ เราได้ทานเนื้อวัวนางาซากิ อันแสนเลื่องชื่อ ที่ร้านเนื้อย่าง Nagasaki Wagyu Pure http://www.yakiniku-pure.com/ เนื้อย่างนุ่มๆหอมๆ อร่อยสมคำเลื่องลือจริงๆค่ะ

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายร้านที่ได้รับการรับรองว่าใช้เนื้อวัวนางาซากิแท้ ดูที่ลิ้งค์นี้ได้เลยจ้ะ http://www.nagasakiwagyu.com/shop/nagasaki.php

เหมือนเราเที่ยวมาเยอะ แต่จริงๆนี่เพิ่งวันแรกเองนะ เราเข้าที่พักคืนแรก ที่โรงแรมอินาสะยาม่าคังโค 稲佐山観光ホテル เป็นโรงแรมสไตล์เรียวกัง ตั้งอยู่บนเนินเขา มองลงไปเห็นวิวเมืองนางาซากิ ได้สวยงามทั้งกลางวันและกลางคืน แน่นอนว่ามีออนเซ็นด้วย แช่น้ำแร่ร้อนๆ นอนหลับสบายยย

*ถ้าใครสนใจที่พัก โรงแรมอินาสะยาม่าคังโค ก็สามารถเช็คราคาและจองที่พักกับ Traveloka ได้เลย แอปพลิเคชั่นที่จะช่วยให้การท่องเที่ยวทุกทริปของคุณง่ายขึ้น เพราะการใช้งานค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อนเหมาะกับผู้หญิงอย่างเรา ใช้เวลาการจองที่พักประมาณ 5 นาทีก็เรียบร้อย  คลิกเลยที่ลิ้งค์นี้
https://www.traveloka.com/th-th/hotel/japan/inasayama-kanko-hotel-2000000410200

img_2596img_2627img_3861
ปกติแล้วเราไม่ค่อยถนัดตื่นเช้าซักเท่าไหร่ แต่พอมาพักที่โรงแรมวิวสวยๆแบบนี้ มันมีแรงให้ตื่นลงมาทานอาหารเช้า ดูวิวสวยๆให้คุ้ม อิอิ แน่นอนอาหารก็อร่อยด้วยล่ะ

img_2620
Inasayama Kankou Hotel http://www.inasayama.co.jp/
สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่เราแวะ คือ “ซากปราสาทฮารา” 原城跡  มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินเรื่อง ขอขึ้นเป็นมรดกโลกด้วยนะ อาจจะดูเงียบๆวังเวงหน่อย เพราะเคยมีเรื่องเศร้าเกิดขึ้นที่นี่

img_2697

สมัยที่การนับถือศาสนาคริสต์ ยังไม่เป็นที่เปิดกว้างในญี่ปุ่น ประชาชนที่นับถือคริสต์ถูกกวาดล้างโดยรัฐบาล ทำให้ต้องหาที่หลบซ่อน และมาจนมุมที่นี่ สุดท้ายเสียชีวิตทั้งหมด

img_2725

ที่น่าเศร้าคือ ผู้นำกลุ่มชาวบ้านที่นับถือคริสต์ในตอนนั้น คือ อามาคุสะ จิโร่ 天草四郎 มีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเด็กวัยรุ่นที่มีความกล้าหาญและมีความเป็นผู้นำมากเลยนะคะ น่าเสียดายที่เกิดผิดยุคไปหน่อย ถ้าเค้าเกิดในยุคนี้ที่สังคมเปิดกว้าง คงไม่ต้องเจอกับจุดจบน่าเศร้าแบบนี้

img_2723

ว่ากันว่า… ด้วยความที่มีหลายชีวิตต้องมาจบลงที่นี่ ทำให้มีเรื่องลี้ลับเล่าต่อๆกันมามากมาย เราเองก็ไม่มีเซ้นส์ด้านนี้ แต่ก็ไม่ลบหลู่สิ่งที่ไม่เห็นละกัน ถ้าใครสนใจประวัติศาสตร์และสิ่งลี้ลับก็ลองหาโอกาสมากันนะคะ http://kyoukaigun.jp/visit/detail.php?id=13

ระหว่างทาง มีร้านขายมะเขือเทศสดๆจากฟาร์ม ชื่อว่า อะริมะโทะ Arimato มีมะเขือเทศสดๆน่าทาน หลายไซส์ให้เลือกซื้อในราคาจากเกษตรกร ได้ลองชิมสดๆแล้วกรอบอร่อยมากเลยยยย

https://www.facebook.com/%E6%A0%AA%E5%BC%8F%E4%BC%9A%E7%A4%BEarimato-607100436086696/

หลังจากนั้นเรานั่งรถออกมามุ่งหน้าไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปทางเมืองอุนเซ็น จากนั้นแวะพักที่จุดชมวิว Chijiwa tenboudai 千々石展望台 http://www.unzen-amakusa.jp/spots/detail/1785 สามารถมองเห็นวิวทะเลได้สวยงามตลอดทั้งปี ซึ่งที่นี่ยังมีร้านขายของฝากที่มีเมนูของว่างขึ้นชื่อ อย่าง “จะกะจัง” じゃがちゃん ด้วย

img_8370
จะกะจัง เป็นก้อนมันฝรั่งบด ปั้นเป็นก้อน แล้วชุดแป้งทอด ทานร้อนๆท่ามกลางอากาศหนาวๆกรอบอร่อยแถมยังทำให้ร่างกายอบอุ่นด้วยล่ะ หาทานได้เฉพาะที่แถบนี่เท่านั้นนะ (ไม้ละ 200 เยน) มีเพลงจะกะจังๆๆๆเปิดดังสนั่นเรียกแขกด้วย เพลงยังวนอยู่ในหัวเลย 555

img_2660

 

มื้อเที่ยง เราแวะทานกันที่ ร้านสุคาว่าโซเม็ง 須川そうめん เป็นเมนูโซเมง สไตล์ของที่นี่ เส้นจะเล็กเหนียวนุ่ม คล้ายเส้นหมี่

img_2758

ปกติแล้วเรามักจะเห็นคนญี่ปุ่นทานโซเมงกับซึยุแบบเย็น แต่ที่นี่เค้ามีเมนูโซเม็งแบบร้อนด้วย เส้นอร่อยลื่นคอ ซุปกลมกล่อม ถูกปากคนไทยนะเราว่า

img_8396

ในร้านตกแต่งด้วยไม้สบายๆ ให้อารมณ์เหมือนมาบ้านต่างจังหวัด ทานอาหารรสมือคุณแม่ และที่เก๋คือ ม่านบางๆ ที่แขวนในร้านดูเผินๆ เหมือนจะเป็นเชือกยาวลงมา

img_8381

แต่จริงๆ แล้วคุณป้าเจ้าของร้าน เอาเส้นโซเมงแบบที่ยังไม่ได้ลวกมาแขวนตกแต่ง ไอเดียดีจริงๆ

img_2756

http://mensho-sukawa.com/

เรานั่งรถเลียบริมทะเลมาเรื่อยๆ จนถึงโอบาม่าออนเซ็น ในเมืองอุนเซ็น ด้วยความที่ชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น 小浜 Obama ดันไปพ้องกับชื่อของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ คุณบารัค โอบาม่า ชาวเมืองที่นี่เค้าอารมณ์ดี๊ดี เลยเอารูปท่านโอบาม่ามาล้อเลียนพิมพ์ลงผ้าขนหนู แถมยังมีรูปปั้นตั้งไว้ให้ถ่ายรูปกันอีกด้วย… ว่าแต่เจ้าตัวท่านจะรู้มั้ยนะ ว่าโดนให้เป็นโลโก้ออนเซ็นไปแล้ว 555

img_8394

ที่นี่เค้ามีออนเซ็นสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปลงแช่เท้าได้ฟรีด้วยล่ะ ตั้งอยู่ริมทะเล แช่เท้าน้ำอุ่นๆ ไป มองวิวทะเลไป สุดยอดของความผ่อนคลายเลย ส่วนในรูปเป็นออนเซ็นแบบเปิดโล่ง สามารถมองวิวทะเลฟังเสียงคลื่นได้ด้วย ค่าใช้บริการเพียง 300 เยนเท่านั้น เสียดายเวลาไม่พอ ไม่งั้นเราไม่พลาดแน่ๆ

img_8391

รับกลิ่นกำมะถันจากน้ำแร่ออนเซ็นซะหน่อย สดชื่นนนนน

img_8387

รางน้ำแร่สำหรับแช่เท้า ตรงโซนนี้เค้าเปิดให้แช่ได้ฟรีเลยล่ะ

img_8389

และยังมีมุมทำไข่ออนเซ็น สามารถซื้อไข่ไก่สด มาใส่อุปกรณ์ที่เค้าเตรียมไว้ให้ ใส่ในบ่อต้ม แล้วแกะทานกับเกลือได้เลย ถูกใจคนที่ชอบอาหารเมนูไข่แบบเรามากเลยล่ะ ราคาค่าใช้บริการอุปกรณ์ 200 เยนเท่านั้น (มีไข่ขายแยกต่างหาก)

img_2769

นั่งแช่เท้าไปด้วย แล้วก็แกะไข่ออนเซ็นที่ทำเองทานไปด้วย เพลินเลยยยย

img_4597-2

img_2788

แหมมม มีแต่สถานที่น่าไปทั้งนั้น แค่เขียนก็อยากกลับไปอีกแล้วล่ะ หวังว่าพอจะเป็นไอเดียสำหรับทริปนางาซากิของทุกคนนะคะ บล็อกคราวหน้า เราจะไปชมพลังอันยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติ ของอุนเซ็นออนเซ็น เมืองออนเซ็นเก่าแก่ขึ้นชืื่อของจ.นางาซากิ รออ่านกันได้เลยค่าาา
*about me* ติดตามเรื่องสนุกๆจากญี่ปุ่นของเราได้ที่โซเชี่ยลทั้งหมดนี้เลยยยย

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter, youtube @reiko_ws

www.ReikoBangkokNeko.com

ติดต่องาน คุณกอล์ฟ 081-843-7109

Contact for work 仕事の依頼は reiko.ws@gmail.com

*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*

รีวิว East Hokkaido ขึ้นเหนือท้าความหนาว -15 องศาที่ “ฮอกไกโดตะวันออก” ตกปลา, ล่องทะเลน้ำแข็ง, ชมเทศกาลน้ำแข็งอลังการ

เราจะไป “ฮอกไกโด” !! ตอนที่เราทำงานพิธีกรรายการ Wezaa Cool Japan ที่ออกอากาศทางช่อง 3SD เมื่อปีที่แล้ว ในรายการจะมีน้องๆหนูๆวัยประถม มาร่วมแข่งขันตอบคำถามเพื่อชิงสิทธิ์ไปญี่ปุ่นทั้งครอบครัว ซึ่งจุดหมายที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ตอบว่าอยากไปเที่ยวในญี่ปุ่นคือ “ฮอกไกโด” เกาะใหญ่เหนือสุดของญี่ปุ่น ส่วนตัวเราเองเคยไปมาแล้วแค่ครั้งเดียว แถมยังเป็นตอนหน้าร้อนซะด้วย ปีนี้ฤกษ์งามยามดี มีโอกาสได้ไปเยือนฮอกไกโดซะที แถมยังไม่ใช่เมืองใหญ่ที่ใครๆ ก็รู้จักอย่างซัปโปโร, ฮาโคดาเทะ หรือโอตารุ แต่เป็น “แถบตะวันออกของฮอกไกโด” ซะด้วย แค่ได้ยินก็อยากไปแล้วใช่ม้า ปะ ออกเดินทางกันเลยยย

ทริปนี้เราเริ่มต้นกันที่สนามบินฮาเนดะ ขึ้นไฟลท์เช้าของ ANA เกือบ 8 โมง บินตรงไปยังเมืองอะบาชิริ ฮอกไกโด ที่อยู่ทางขวาของเกาะ ชาวญี่ปุ่นจะเรียกแถบนี้ว่า ฮอกไกโดตะวันออก 東北海道 (Higashi Hokkaido) นั่นเอง ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้วค่ะ

img_6707-1img_6710-1img_6712-1 การเดินทางมาที่นี่ แนะนำให้นั่งเครื่องบินภายในประเทศมาจะสะดวกมากนะคะ เพราะฮอกไกโดกว้างมาก (ถ้าขับรถจากซัปโปโร ก็ยังใช้เวลาตั้ง 4-5 ชั่วโมงแน่ะ) จากนั้นค่อยเช่ารถขับสบายๆ ถนนโล่งรถไม่เยอะค่ะ แค่ระวังกวางและสัตว์ป่าโผล่มาจ๊ะเอ๋แค่นั้นเอง 555 ธรรมชาติจริงๆ

พอมาถึงนี่สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก เป็นความหนาวติดลบ ที่ทำให้อากาศโตเกียวกลายเป็นอุ่นไปเลย

ที่แรกที่เราไปคือ “Akan Kokusai Tsuru Center” เมืองคุชิโระ ในฮอกไกโด เป็นศูนย์ให้ความรู้เกี่ยวกับนกกระเรียน สัตว์ขึ้นชื่อของฮอกไกโด มีนกกระเรียนสวยๆที่เลี้ยงแบบปล่อยให้ดูเพียบเลย

img_6753img_6748img_6756 ตอนที่ไปมีคนมาจัดงานแต่งงานต่อหน้าฝูงนกด้วย เพราะนกกระเรียนเป็นสัตว์รักเดียวใจเดียว อยู่เป็นคู่กันจนตาย ถึงอากาศจะหนาวมาก (ติดลบ) แต่ได้เห็นนกกระเรียนแบบใกล้ชิดแล้วไหวค่ะ!

คนที่ชอบศึกษาธรรมชาติ ควรลองมาซักครั้งนะคะ

*การเดินทาง แนะนำว่าขับรถมาสะดวกสุด แต่ขึ้นรถบัสมาก็ได้ ขึ้นจากสถานีรถไฟคุชิโระ ใช้เวลา 60 นาทีจ้ะ

*Akan International Crane Center
阿寒国際ツルセンター

http://kankou.city.kushiro.hokkaido.jp/tourism/crane.html

จากนั้นเราขึ้นรถต่อไปยังแถวทะเลสาบอะคัง 阿寒湖ในเมืองคุชิโระ 釧路 ฮอกไกโด 北海道แถวนี้มีชุมชมของชาวไอนุ ที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองของเกาะฮอกไกโดอยู่ด้วย

ถึงตอนนี้ชาวไอนุแท้ๆ จะไม่ค่อยหลงเหลืออยู่แล้ว จากการอพยพเข้ามาอยู่อาศัยของประชาชนจากเกาะอื่น แต่เค้าก็ยังรักษาวัฒนธรรมของไอนุไว้ให้ได้ชมกันที่นี่ จะเห็นได้ว่าร้านรวงทำด้วยไม้แกะสลัก สวยมากเลยนะ

img_7655img_7653img_7652img_7654https://www.akanainu.jp/ ทานมื้อแรกเพิ่มพลังกันที่ร้าน  นาเบะคิว 奈辺久เป็นร้านอาหารพื้นชื่อดังของที่นี่ เราเลือกเมนูปลาวาคาซากิทอดมาทานกัน ปลาตัวเล็กชุบแป้งกรอบ ทอดร้อนๆ กัดทานได้ทั้งตัว ไม่มีก้างตำคอเลย ไม่ต้องจิ้มซอสก็อร่อยแล้ว แต่จะใส่เกลือปรุงรสเพิ่มก็ได้ เราติดใจเกลือรสแกงกะหรี่ที่สุดเลย ราคาไม่แพงมากค่ะ ที่เห็นนี่ไม่จานละ 1,000เยน ถูกและให้เยอะกว่าในเมืองใหญ่ๆ อีกนะ

https://tabelog.com/en/hokkaido/A0112/A011201/1008548/

เอากระเป๋าเก็บที่โรงแรมก่อน แล้วเตรียมตัวใส่เสื้อผ้าให้อุ่นๆ ออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งกัน!! ในช่วงฤดูหนาวไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ คือกลางเดือนมีนาคม) น้ำในทะเลสาบอะคังจะแข็งตัวกลายเป็นลานน้ำแข็งหนาถึง 70 ซม. จนกระทั่งลงไปเดินเล่น ทำกิจกรรมต่างๆ ได้

img_7671 ซึ่งที่นี่เค้าก็มีอีเว้นต์ที่จัดทุกปี คือ ไอสุแลนด์อะคัง あいすランド阿寒 ในตอนกลางวันสามารถทำกิจกรรมเอ้าต์ดอร์ เช่นตกปลาวาคาซากิ ผ่านรูน้ำแข็ง, นั่งบานาน่าโบ๊ต และในตอนกลางคืน พื้นที่ตรงนี้ก็จะกลายเป็นสถานที่จัดการแสดงแสงสีเสียง โชว์น้ำแข็งประดับไฟ พร้อมโชว์ดอกไม้ไฟด้วยล่ะ

ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมวันนี้ที่เราได้ทดลอง คือการตกปลาวาคาซากิผ่านช่องน้ำแข็ง เค้าจะมีเต้นท์ให้เช่า พร้อมเก้าอี้ เบ็ดและเหยื่อล่อ (เซ็ตละ 1,500 เยน ไม่จำกัดเวลา)

ปลาที่ตกได้ สามารถให้เจ้าหน้าที่ทอดเป็นเท็มปุระร้อนๆทานได้เลย โดยกิจกรรมจะมีในฤดูหนาวของทุกปี จนถึงปลายเดือนมีนาคมเลยล่ะ

อยากบอกว่าปลาวาคาซากิทอดเป็นเท็มปุระร้อนๆนี่มันอร่อยมาก เนื้อนิ่ม ไม่มีก้างแข็งๆเลย ทานได้ทั้งตัว โรยเกลือ หยิบใส่ปากแป้บเดียวหมดแล้ว แต่จริงๆ พวกเราตกได้ไม่กี่ตัวเองนะ แม่ค้าเค้าใจดี แถมให้มาเป็นถึงเลย อิอิ ทริปนี้กินปลาไปเป็นฝูงแล้วเนี่ย แต่ก็ยอมอ้วนค่ะ เพราะมันอร่อยมว้ากกกก

http://www.lake-akan.com

ทำกิจกรรมเอ้าต์ดอร์ท่ามกลางความหนาวติดลบไปแล้ว ได้เวลาอบอุ่นร่างกายซะหน่อย ที่นี่มีคาเฟ่ต์แช่เท้าน้ำออนเซ็น 足湯カフェที่ขึ้นชื่อด้วยนะ

“Onsen Koubou Akan” 温泉工房あかん มีโต๊ะยาวที่ด้านล่างปล่อยน้ำแร่ให้ลูกค้าได้แช่เท้าตามใจชอบ

เมนูเด็ดคือ มาริโมะพุดดิ้ง まりもプリン (216 เยน) ที่ทำเป็นลูกกลมๆเหมือนสาหร่ายมาริโมะ วิธีกินคือเอาเข็มจิ้มลูกโป่งที่หุ้มให้แตก แล้วราดคาราเมลซอสลงไป อร่อยกลมกล่อมจริงๆ ดูข้อมูลร้านที่นี่เลย > https://g.co/kgs/h1ieU1 โรงแรมที่พักคืนนี้ของเราคือ New Akan Hotel ニュー阿寒ホテル เป็นโรงแรมใหญ่ที่ค่อนข้างหรูหรา และสะดวกมากๆ เพราะอยู่ติดกับตัวทะเลสาบเลย เดินลงไปเที่ยวงานได้ทันที

ลองมาดูห้องพักกันเลยค่ะ

เรื่องอาหารที่นี่เค้าก็จัดเต็มนะคะ บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำที่นี่มีเนื้อย่างเจงกิสข่าน แบบให้เราหยิบมาทำเองด้วยเตาไฟเล็กๆ ที่โต๊ะตัวเองได้ด้วยล่ะ

กินอิ่มแล้วก็ได้เวลาออกไปลุยความหนาว ดูอีเว้นต์ในช่วงกลางคืนละ มีทั้งร้านขายเครื่องดื่มอุ่นๆ กิจกรรมลองเลื่อยน้ำแข็ง การแสดงบนเวทีน้ำแข็ง และไฮไลต์คือโชว์ดอกไม้ไฟนั่นเอง งานนี้เข้าชมฟรีด้วยนะ

กลับโรงแรมมาแช่น้ำอุ่น พักผ่อนเอาแรงไปลุยในวันถัดมา

เช้าวันถัดมา เราเช็กเอ้าต์จากโรงแรม เพื่อเดินทางไปเที่ยวในเมืองต่อไป ก่อนออกเดินทางแวะซื้อของที่ระลึกในร้านของโรงแรมซะหน่อย ที่นี่มีของขึ้นชื่อ คือ “มาริโมะ” まりも พืชน้ำกลมๆน่ารัก ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น เคยอ่านเจอในโดราเอม่อน วันนี้ได้มาเห็นของจริงแล้ววว ที่ร้านของที่ระลึกในโรงแรมมีใส่ขวดเล็กๆวางขายเพียบเลย และยังมีคาแรกเตอร์ที่ทำเป็นรูปมาริโมะด้วยนะ บอกไว้ก่อนว่าที่ญี่ปุ่นเค้าอนุรักษ์มาริโมะธรรมชาติ เราไม่สามารถจับมาริโมะในทะเลสาบขึ้นมาขายได้นะคะ ที่เอามาขายในขวดแบบนี้ คือมาริโมะที่เค้าเพาะเลี้ยงขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะเลยจ้า ราคาก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ 300 เยนขึ้นไปจนถึงพันกว่าเยน แล้วแต่ขนาดความใหญ่ และความสวยงามของขวด

จากนั้นเรานั่งรถบัสกันยาวๆ 3 ชั่วโมง มาที่เมืองอะบาชิริ 網走 ที่อยู่ตอนเหนือขึ้นมา ถึงก็เที่ยงกว่าเลย เริ่มต้นด้วยการมาทานมื้อเที่ยง ที่โรงอาหารของ “พิพิธภัณฑ์เรือนจำอาบาชิริ” 博物館網走監獄 ที่นี่เป็นคุกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด นักโทษขั้นร้ายแรงมักจะถูกส่งมาที่นี่

อาหารที่นี่เค้าจำลองข้าวที่นักโทษกินจริงๆด้วยนะ เซ็ตที่เป็นปลากับข้าวบาเล่ต์ ราคา 720 เยน กับ 820 เยนเท่านั้น ส่วนที่เราเลือกคือ เซ็ตพิเศษจำกัด 10 เซ็ตต่อวัน ราคา 900 เยนจ้ะ รสชาติอร่อยดี ให้อารมณ์อาหารรสมือแม่ทำ

www.kangoku.jp/index.html

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาลุย  “เรือนจำ” หรือ “คุก” ที่เมืองอะบาชิริ ฮอกไกโด Abashiri Prison Museum 博物館網走監獄

img_6819img_6818

ที่นี่เคยเป็นที่คุมขังนักโทษร้ายแรงมาก่อน ตอนนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์ มีทั้งตึกเก่าที่คงสภาพเรือนจำอายุกว่าร้อยปีไว้ และห้องจำลองการคุมขังนักโทษ ตึกสวยๆที่นี่เป็นโลเคชั่นถ่ายหนังละครมาแล้วหลายเรื่องนะ

นอกจากจะการจัดแสดงให้ความรู้แล้ว ยังมีพุริคุระสไตล์นักโทษ คอสเพลย์ให้ใส่เล่นจำลองการคุมนักโทษไปทำงานสร้างถนนด้วย ตอนแรกนึกว่าจะน่ากลัว แต่พอไปแล้วสนุกและได้ความรู้มากเลยล่ะ

img_7732img_7730img_7735img_6823img_6822img_6820

*Abashiri Prison Museum 博物館網走監獄 www.kangoku.jp

*เปิดทุกวัน ราคาค่าเข้าผู้ใหญ่ 1,000 เยน นักเรียนนักศึกษา 700 เยน
*นั่งรถจากสถานี JR Abashiri ประมาณ 7 นาที

ออกจากคุก ที่ได้ทั้งความรู้และความตื่นเต้น เราก็ไปชมมิวเซี่ยมให้ความรู้เกี่ยวกับน้ำแข็งลอยทะเล ปรากฎการณ์ธรรมชาติขึ้นชื่อของเมืองนี้ ที่ “โอโฮซึคึริวเฮียวคัง” オホーツク流氷館

ที่นี่นอกจากจะให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับน้ำแข็งลอยทะเลที่จะชมได้เฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น ยังมีจุดชมวิวสวยๆที่มองไปเห็นน้ำแข็งลอยทะเลอยู่ลิบๆตรงขอบฟ้า และมีห้องเย็นอุณหภูมิ -15 องศา จำลองสถานการณ์ว่าถ้าเราไปติดอยู่บนน้ำแข็งในทะเลกับสัตว์ต่างๆให้ได้ลองเล่นกันด้วย แล้วถ้าเราถือผ้าขนหนูเปียกไปหมุนๆๆๆในห้องเย็น 30 วินาที มันจะกลายเป็นแท่งแข็งเป็กเลย!! ลองแล้ว แข็งจริงด้วยย ไม่ใช่แค่ผ้านะ มือเดี๊ยนนี่แหละ 5555 ถ้าใครได้ไปเที่ยวเมืองนี้ก็อยากให้ลองแวะไปกันนะคะ ถึงจะเป็นฤดูอื่นก็สามารถขึ้นไปชมวิวและเข้าไปเล่นในห้องเย็นได้ทั้งปีจ้าาา https://www.ry
/a>
ค่าเข้าผู้ใหญ่ 750 เยน
เด็กม.ปลาย 640 เยน เด็กม.ต้น, ประถม 540 เยน
ถ้าจะขึ้นไปชมวิวข้างบนอย่างเดียว ไม่เข้าตึก ฟรี!! ปล.ซอฟท์ครีมเกลือคาราเมลอร่อยมาก วันนี้เดินทางไกล แถมยังได้ท่องเที่ยวหลากรูปแบบ เราเลยเข้าโรงแรมเร็วหน่อย คืนนี้เรานอนกันที่บิซิเน็สโฮเต็ลในเมืองอะบาชิริ ชื่อ Route Inn สาขาหน้าสถานีอะบาชิริ เคยพักโรงแรมเจ้านี้หลายรอบแล้ว เค้าจะมีเซ็นโต บ่ออาบน้ำร้อนรวม (แยกชายหญิงให้ใช้บริการฟรีด้วย) แต่จะไม่ใช่น้ำแร่นะ เป็นน้ำร้อนปกติ เราเลยเลือกแช่ที่ห้องตัวเองดีกว่า และนี่คือห้องของเราในคืนนี้ค่ะ มื้อค่ำวันนี้ เราทานร้านอาหารใกล้ๆ โรงแรม แต่ไม่ธรรมดานะจ๊ะ เพราะมีเคยลงมิชลินไกด์บุ๊ก ปี 2012 มาแล้ว รับประกันความอร่อยแน่นอน เป็นร้านที่มีความโดดเด่นด้านเมนูย่างและปลา, ซีฟู้ดต่างๆ บรรยากาศก็ตกแต่งแบบญี่ปุ่นพื้นบ้าน น่านั่งเม้าท์ยาวๆ กับกลุ่มเพื่อน ชื่อร้าน อิซาบายะ 五十集屋 (isabaya) https://tabelog.com/en/hokkaido/A0110/A011001/1003476/ เช้าวันที่ 3 นอนหลับเต็มที่เช็กเอ้าต์ด้วยความสดใส พร้อมเที่ยวต่อแล้วววว ที่แรกของวันนี้ เรามาแวะทำงานฝีมือ เป็นแม่บ้านแม่เรือนกะเค้าหน่อย ที่ Ryuhyo Glass Museum 流氷硝子館 ในเมืองอะบาชิริ นอกจากจะมีเครื่องประดับ ของแต่งบ้านที่ทำจากแก้วขายแล้ว ยังมีเวิร์กช้อปให้ทำไอเท็มจากแก้วด้วยตัวเองอีกด้วย เราได้ลองทำสร้อยข้อมือแก้ว เริ่มจากการหล่อแท่งแก้วให้เป็นเม็ดกลมๆใส่ลวดลาย แล้วเอามาร้อยเป็นสร้อยข้อมือ ออกมาน่ารักถูกใจมากเลยล่ะ (1,800 เยน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) ล้ท่าเรือออโรร่าที่จะล่องไปชมน้ำแข็งริวเฮียวในทะเล
ระ

http://www.ryuhyo-glass.com

จากนั้นเราก็เดินไปที่ท่าเรือออโรร่า ที่จะพาเราไปดูน้ำแข็งลอยทะเล ช่วงที่เราไปคือต้นเดือนมีนาคม เป็นช่วงปลายๆของซีซั่นแล้ว แต่ก็ยังพอมีริวเฮียวให้เห็นอยู่บ้าง ถ้าใครแพลนอยากจะไปดูในปีหน้า แนะนำให้ไปช่วงปลายม.ค.ถึงก.พ.จะเห็นได้เยอะสุดนะจ๊ะ

img_7787img_7789img_7790img_7797img_7798

流氷 Ryu-Hyo แปลว่า น้ำแข็งลอยน้ำ (drift ice)

สามารถชมปรากฎการณ์น้ำแข็งลอยน้ำริวเฮียวแบบนี้ได้ทุกปี ตั้งแต่ช่วงม.ค.-ต้นเดือนมีนาคมจ้ะ

img_7808img_7795img_7807r> ดูข้อมูลเรือออโรร่าที่พาเราไปล่องทะเลน้ำแข็งที่นี่เลย >> https://www.ms-aurora.com/abashiri/

ชมความงามของน้ำแข็งลอยทะเลในธรรมชาติไปแล้ว มื้อเที่ยงมานั่งทานข้าวที่ฟู้ดคอร์ทบนท่าเรือ ของขึ้นชื่อที่นี่คือ ริวเฮียวคารี่ (แกงกะหรี่น้ำแข็งลอยทะเล) 流氷カリー (1,200 เยน)  เป็นแกงกะหรี่สีฟ้าและเนื้อไก่ต้มสีขาว เหมือนกับก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่กลางทะเล ทานคู่กับแป้งนันย่าง รสชาติไม่เผ็ดเท่าไหร่เมื่อเทียบกับอาหารไทย แต่ทานตอนร้อนๆก็ใช้ได้นะ

นอกจากนี้ยังมี ซังกิด้ง ザンギ丼 (880 เยน) และ ไคเซนด้ง 海鮮丼 (1,350 เยน) ทำด้วยวัตถุดิบสดใหม่ของฮอกไกโด น่าทานทุกอย่างเลยล่ะ ถ้าใครจะมาขึ้นเรือออโรร่าไปชมน้ำแข็งริวเฮียวก็ลองแวะทานดูนะจ๊ะ ทานข้าวเสร็จก็ได้เวลาย้ายสถานที่กันอีกแล้ว เราจะไปกันที่ “โซอุนเคียว” 層雲峡 ที่เป็นเมืองออนเซ็นขึ้นชื่ออีกที่ของฮอกไกโด ซึ่งตอนนี้กำลังมีอีเว้นต์น่าสนใจอีกด้วย ใช้เวลานั่งรถบัส 4 ชั่วโมงครึ่ง!! ใช่แล้วค่ะ ฟังไม่ผิดหรอก ก็ฮอกไกโดมันกว้างใหญ่มากกกก (เท่าที่ดูแผนที่ เราว่าใหญ่กว่าเกาะคิวชูทั้งเกาะอีกนะ แต่นี่คือฮอกไกโดแค่จังหวัดเดียว) การเดินทางระหว่างเมืองเลยใช้เวลามาก แนะนำให้ใช้รถบัสระหว่างเมืองจะสะดวกและปลอดภัยนะคะ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว หิมะทับถมหนา ถ้าเราไม่เชี่ยวชาญการขับบนภูเขา อาจจะเกิดอันตรายได้ ในรถบัสนี้จริงๆ แล้วมันเป็นรถบัสทัวร์ที่รับคนเป็นเที่ยวๆ แต่เที่ยวนี้มีเฉพาะพวกเรา เลยดูเหมาะเช่าเหมาคันเลย 555 คุณลุงบัสไกด์ แกแต่งตัวเฟี้ยวมาก แถมยังใจดีให้ข้อมูลความรู้ดีๆ ระหว่างเดินทางอีกด้วย

เห็นสวยๆ แบบนี้ไม่ใช่ปราสาทหรือบ้านเศรษฐีที่ไหนนะคะ แต่เป็นจุดพักรถให้พวกเราได้เข้าห้องน้ำและซื้อขนมกิน อลังการเนอะ เรามาถึงโรงแรมที่พักคืนนี้ ตอนประมาณ 6 โมงเย็นกว่าๆ ถือว่าถึงไวกว่ากำหนดการนิดหน่อย เอาของไปเก็บบนห้องก่อนค่อยลงมากินข้าว และนี่คือห้องของเราในคืนนี้ค่ะ เป็นห้องสไตล์ตะวันตกผสมกับแบบญี่ปุ่น กว้างขวาง นอนสบาย แน่นอนว่าที่โรงแรมยังมีออนเซ็นกลางแจ้งให้แช่ด้วยนะ แขกที่มาพักส่วนใหญ่จะมาเป็นหมู่คณะ ที่เราเห็นก็จะมีกลุ่มชาวจีนและทัวร์ไทยด้วย ชาวญี่ปุ่นที่มาเป็นแบบแฟมิลี่, กลุ่มเพื่อนวัยรุ่น รวมถึงแก๊งลุงป้าเหมารถมาเที่ยวกันก็เยอะ แต่ยังไม่ค่อยเห็นฝรั่งซักเท่าไหร่นะ

อาหารค่ำคืนนี้ บุฟเฟ่ต์ดีงามอีกแล้วค่ะ ทานเยอะๆ จัดเต็มกันไปเลย เพราะเดี๋ยวเราต้องออกไปตะลุยความหนาวข้างนอกอีก

ทานข้าวเสร็จ ขึ้นไปเตรียมตัวใส่เสื้อผ้าอุ่นๆ แปะแผ่นร้อนให้เรียบร้อยแล้วเดินไปดูงาน Sounkyo Ice Fall Festival 層雲峡氷瀑祭ที่อยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม

ซึ่งงานนี้เค้าได้เนรมิตลานกว้างในภูเขาให้เป็นอาณาจักรน้ำแข็ง ถือเป็นงานใหญ่ประจำปี ปีนี้จัดครั้งที่ 42 แล้ว โดยงานมีตั้งแต่ปลายม.ค.ถึง 20 มีนาคมที่ผ่านมา

img_7073

เราได้สัมผัสอุณหภูมิ -15 องศาเป็นครั้งแรกก็ที่นี่แหละ มันหนาว มันแข็งจนไม่รู้จะบรรยายยังไงดี แต่ผ่าน -15 มาได้ ไปที่ไหนก็คงรอดได้แล้วล่ะ 555

ซึ่งในงานจะมีน้ำแข็งตกแต่งสวยงาม พร้อมไฟประดับให้ถ่ายรูปเล่นมากมาย ลองสังเกตุดีๆจะมีภูเขาน้ำแข็งที่ได้แรงบัลดาลใจมาจากเจดีย์ของเมืองไทยด้วยนะ น่าภูมิใจจริงๆที่ชาวญี่ปุ่นเห็นความงามของวัดบ้านเรา

นอกจากจะมีน้ำแข็งสวยๆให้ดูแล้วยังมีดอกไม้ไฟในวันเสาร์อาทิตย์ด้วย ถ้าใครอยากไปก็วางแพลนไว้แต่เนิ่นๆได้เลย ปีหน้าเค้าจัดอีกแน่นอนจ้าาา

http://www.sounkyo.net/hyoubaku/

เช้าวันสุดท้ายในฮอกไกโดของเรา แต่งตัวเก็บของเรียบร้อยแล้ว เปิดหน้าต่างออกมาดูวิวซะหน่อย โอ๊ะ เจอแขกไม่ได้รับเชิญซะด้วย ลองดูสิว่าใครมานอนเลียขนอยู่แถวนี้ อิอิ

ก่อนออกจากโรงแรม เราเจอของดีที่ห้ามพลาดเมื่อมาถึงฮอกไกโด “ชิโร่ยโคอิบิโตะซอฟท์ครีม” (300 เยน)

img_6884

ซอฟท์ครีมจากแบรนด์ขนมชื่อดังที่คนไทยรู้จักกันดี เนื้อซอฟท์ครีมเนียนนุ่ม ละมุนนม ผสมไวท์ช็อกโกแลตชิโร่ยโคอิบิโตะด้วย ละเลียดได้เพลินๆ ทานครึ่งชั่วโมงถึงจะหมด เพราะอากาศติดลบไอติมไม่ละลาย อิอิ

มีขายทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยวและร้านของฝากในฮ
โดจ้ะ

จากนั้นเรานั่งรถบัสที่มีคุณลุงไกด์คนเดิม เข้าเมืองอาซะฮีคาว่า ใช้เวลาประมาณเกือบๆ 2 ชั่วโมง หลับบ้าง มองวิวบ้างเพลินดี มองเห็นกวางและวัวข้างทางอยู่เรื่อยๆ อาาาห์ ธรรมชาติอะไรเช่นนี้

ระหว่างนั่งรถคุณลุงไกด์แกให้ความรู้ว่า ตอนที่ฮอกไกโดเพิ่งก่อตั้งเมืองใหม่ๆในสมัยเมจิ รัฐบาลอยากจะขยายความเจริญ จึงเปิดรับสมัครชาวบ้านจากจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากฮอนชู, คิวชู, ชิโกคุ เพื่อให้มาตั้งถิ่นฐาน มอบที่ดินให้ทำกินฟรี จึงเป็นที่มาของการที่ชื่อสถานที่ในฮอกไกโด มีชื่อเหมือนกับ ชื่อสถานที่ในเกาะอื่นๆ ของญี่ปุ่นนั่นเอง เช่น คิตะฮิโรชิม่า, คุมาโมโตะ, ยามานาชิ เป็นต้น ส่วนชื่อเมืองอื่นๆ ในฮอกไกโดที่ อ่านยาก และเขียนด้วยคันจิแปลกๆ นั้น มาจากภาษาไอนุดั้งเดิมนั่นเอง ขอบคุณคุณลุงสำหรับความรู้ใหม่นี้นะคะ แล้วเราก็มาถึง”สวนสัตว์อาซาฮียาม่า” 旭山動物園 ในเมืองอาซาฮีคาว่า 旭川市 ที่นี่มีสัตว์เมืองหนาวหลายชนิดให้ได้ยลโฉมอย่างใกล้ชิด ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูหนาว 3 ตัวท็อปของที่นี่อย่าง เพนกวิน, หมีขาว, แมวน้ำ จะลัลล้าร่าเริงเป็นพิเศษ ก็ฤดูของเค้านี่นา ช่วงที่ยังมีหิมะตก (ถึงประมาณเดือนมีนาคม) ทุกวันเวลา 11 โมงเช้าจะมีพาเหรดเพนกวิน ออกมาเดินโชว์ตัวด้วย มันน่ารักตรงที่เพนกวินดูไม่ค่อยเต็มใจเดินนี่แหละ 555 แต่เจ้าหน้าที่ต้องบังคับให้เดินไม่งั้นมันจะเอาแต่นอน อ้วนเผละกันพอดี

img_7901img_7897img_7898img_7899 หมีขาวก็แหวกว่ายในน้ำ งับปลาอย่างมีความสุข แมวน้ำก็ว่ายวนเวียนไปมาน่าเอ็นดู อ้วนพริ้ว เหมือนลูกชิ้นรักบี้ในหม้อเอ็มเค เจ๊ยยย ไม่ใช่ละ 555

http://www.city.asahikawa.hokkaido.jp/asahiyamazoo/
หลังจากเพลิดเพลินกับความน่ารักของสัตว์เมืองหนาว ก็ได้เวลาที่เราจะต้องกลับเมืองร้อนแล้ว แง~ ยังไม่อยากกลับเลยอะ เรามาขึ้นเครื่องบินที่ท่าสนามบินอาซาฮีคาว่า ก่อนขึ้นก็ปิดท้ายด้วยราเมงโชยุร้อนๆ ซะหน่อย หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า ถ้ามาฮอกไกโด ต้องทานมิโซะราเมง เพราะเป็นของขึ้นชื่อ แต่จริงๆ แล้วมิโซะเค้าขึ้นชื่อที่ซัปโปโรนะจ๊ะ ถ้าเมืองอาซาฮีคาว่า ต้องโชยุราเมงนี่แหละ น้ำซุปร้อนๆ ไม่เค็มเกินไป ซดคล่องคอดี ไม่น่าเชื่อว่าจะกินหมดชาม (อีกละ) อิอิ

เดินทางต่อด้วย ANA ภายในประเทศมาลงฮาเนดะ แล้วต่อเครื่องมาลงที่กรุงเทพมหานครบ้านเรา จาก -15 องศา สู่ 35 องศา (ยังดีนะไม่ป่วย) ในการเดินทางแต่ละครั้ง นอกจากเราจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่แล้ว มิตรภาพที่ได้ระหว่างทาง ยังทำให้เราสุขใจอีกด้วย

ช่วงนี้มีโอกาสขึ้น ANA บ่อย ได้เจอน้องแอร์ที่เคยบินด้วยในทริปก่อน เค้าเอาการ์ดมาให้พร้อมของที่ระลึก รูปวาดและลายมือน่ารักมากเลย ขอบคุณนะคะ มีความสุขทุกครั้งที่ได้บินกับ ANA ค่ะ (สะสมไมล์ Star Alliance ได้ด้วย ดีตรงนี้ อิอิ)

img_6950ช่วงเก็บตก เรามีรีวิว “ชามาริโมะ” จากฮอกไกโดมาให้ดูกันล่ะ จะอร่อยหรือไม่ ยังไง ต้องลองมาดูกัน!!สำหรับทริปนี้ต้องขอขอบคุณสองสาวเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น คุณโนนากะ และคุณเอ็นโด ที่ช่วยพาเที่ยว และช่วยเป็นตากล้องจำเป็นให้เราด้วยนะคะ สนุกสนานมาก ก่อนกลับเราได้มอบยาดมไทยให้เป็นที่ระลึกกันด้วย หวังว่าจะชอบกันนะ อิอิ รวมถึงเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและไทยที่อยู่เบื้องหลังทุกท่านด้วยค่ะimg_6907สำหรับคนที่อยากตามรอยทริปนี้ของเรา แบบง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องเมเนจอะไรให้ปวดหัว ลองดูข้อมูลดีๆนี้เลยยยยนี่คือรถบัสที่เรานั่งระหว่างเมืองอะบาชิริ – โซอุนเคยว – อาสะฮีว่า EASTERN HOKKAIDO SIGHTSEEING BUS(ひがし北海道周遊観光バス) http://th.visit-eastern-hokkaido.jp/plan-your-trip-all/toursightseeingbus_winter/ HAnavi “JAPAN AIR PASS – EAST HOKKAIDO SPECIAL”(รวมข้อมูลการท่องเที่ยวฮอกไกโดตะวันออก) http://www.his-bkk.com/th/japan_tour/hokkaido-north-east.php (※ด้านล่างของ web page สามารถกดเข้าไปจอง HAnavi(JAPAN AIR PASS)ได้ด้วย) img_7830 สำหรับทริปนี้ เราจองแพ็กเกจ HAnavi(JAPAN AIR PASS)<ตั๋วเครื่องบินไปกลับโตเกียว – ฮอกไกโดตะวันออก และ โรงแรมที่พัก 1 คืน>air flight : HANEDA – KUSHIRO / ASAHIKAWA – HANEDAhotel : Hotel Route In Abashiri  (1 night)ราคาสำหรับการจอง JAPAN AIR PASS นั้น จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาลจ้ะ เช่น ถ้าออกเดินทางในช่วงเดือนเมษายน แล้วจองแพ็กเกจตั๋วเครื่องบินไปกลับโตเกียว – ฮอกไกโดตะวันออก และ ที่พัก 1 ห้องสำหรับ 2 คน ราคาจะตกคนละ 6,097 บาทเป็นต้นไปสามารถจอง HAnavi(JAPAN AIR PASS)ได้ทาง Online อย่างง่ายๆ ที่เว็บ http://www.his-bkk.com/th/contact.php หรือจะเข้าไปซื้อโดยตรงที H.I.S.Bangkokทุกสาขาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวนี้เค้ามีสาขาตามห้างและตึกออฟฟิศใหญ่ๆ หลายที่ เข้าไปหาข้อมูลการท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้สบายเลยล่ะimg_7727ขอให้สนุกกับการแพลนทริปต่อไปของคุณนะคะ ถ้าบล็อกนี้พาจะเป็นไอเดียให้ทุกคนมีแรงบัลดาลใจ อยากออกไปเที่ยวได้ เราจะดีใจมากเลย ทักทาย คอมเม้นต์ ติชมได้ที่โซเชี่ยลทุกทางของเราค่ะ*about me*Facebook : Reiko.wsInstagram, youtube, twitter @reiko_wsBlog www.ReikoBangkokNeko.com*รูปภาพและเรื่องทั้งหมด ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ห้ามนำไปคัดลอก ดัดแปลง ก๊อปปี้ ไปลงซ้ำ โดยไม่ได้ขออนุญาติก่อน มิฉะนั้นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย*

ปะ ไปชิม “ราเมงอาจิไซ” ร้านราเมงของคนญี่ปุ่นแท้ๆในย่านรามอินทรากันเถอะ!! Ajisai Ramen in Bangkok

เห่นโหลวววววว มีใครชอบกินราเมนมั่งยกมือขึ้น!! เราก็เป็นหนึ่งในคนที่ชอบกินราเมนมากกก ถึงมากที่สุดเลยล่ะ สมัยเรียนที่ญี่ปุ่น หิวๆก็เดินจากหอออกไปกินที่ร้านตอนตีหนึ่งงี้ ซดซุปร้อนๆฟินเลย ตอนนี้ก็ยังรักการกินอยู่นะ แต่ต้องเผื่อเวลาไปเวิร์กเอ้าต์เอาแคลอรี่ออกหน่อย

เข้าเรื่องดีกว่า ด้วยความที่ออฟฟิศนิตยสารที่เราทำงานอยู่ มันอยู่ไกลจากเมือง (หมายถึงพวกสยาม สุขุมวิทไรงี้) ก็เลยหาร้านราเมนญี่ปุ่น แบบที่เจ้าของเป็นคนญีุ่ปุ่นทานยากหน่อย สาวออฟฟิศย่านชานเมืองอย่างเรา อยากทานราเมนทีนึง ก็จะเปิดหาตามฟรีก็อปปี้ญี่ปุ่น แล้วบึ่งรถขึ้นทางด่วนเข้าเมือง ดูพยายามกับการกินมากเลยนะ 555

แต่!!! เราได้ยินมาว่า ที่ห้างเซ็นทรัล รามอินทรา เค้ามีร้านราเมนที่เจ้าของเป็นคนญี่ปุ่นมาเปิดด้วย  ถึงแม้เราจะพยายามเป็นสายเฮลธ์ตี้ (แต่ก็ยังเป็นไม่ได้เต็มตัว) วันนี้เลยขอมาเป็นสายนักชิม ลองไปกินให้มันรู้ไปว่า ย่านรามอินทราก็มีร้านราเมนคนญีุ่ป่นมาเปิดกะเค้าด้วย แล้วมันจะอร่อยแค่ไหนยังไง วะฮ่าาาาาาาาา

ร้านหาไม่ยากเลยค่ะ คือห้างเซ็นทรัลรามอินทราเนี่ย เป็นห้างที่เล็กกระทัดรัด เดินไม่น่าจะหลงง่ายๆนะ ขึ้นบันไดเลื่อนมาที่ ชั้น 4 ก็จะเจอร้าน “อะจิไซราเมน” ร้านใหม่สวยงาม เพิ่งเปิดมาได้ครึ่งปีเอง

ชื่อร้าน “อาจิไซ” ตอนแรก เรานึกว่ามาจากคำว่า 紫陽花 อาจิไซ ที่แปลว่า “ดอกไฮเดรนเยียร์” ซะอีก แต่จริงๆแล้วชื่อร้านนี้เขียนด้วยตัวคันจิ 味 อาจิ +彩 ไซ ที่แปลว่า “รสชาติ”  และ “มีสีสัน” ฟังดูดีจัง

เจ้าของร้านเป็นชาวญีุ่ปุ่นจากจ.คุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู จังหวัดบ้านเกิดของหมีคุมะมงนั่นแหละ ซึ่งที่คิวชูเค้าจะขึ้นชื่อเรื่องน้ำซุปกระดูกหมู (ทงคตซึ) ราเมนของร้านนี้ส่วนใหญ่ จึงมีเบสของน้ำซุปเป็นรสทงคตซึนั่นเอง

img_1671-1

เอาล่ะ เรามาดูเมนูแนะนำของร้านนี้กันเลยดีกว่า หิวละ

“โชยุราเมน” เบสน้ำซุปกระดูกหมูที่ผจก.ร้านแนะนำให้ลองชิม ชามนี้เป็นไซส์ฮาร์ฟนะคะ สำหรับสาวๆที่กลัวอ้วน หรือคนที่อยากลองทานหลายๆอย่างจะเลือกไซส์นี้ก็ดีเหมือนกัน ราคา 159 บาท คนที่ชอบซุปรสเข้มข้น ออกเค็มๆ เส้นบะหมี่เล็กเรียว น่าจะชอบชามนี้

ชามนี้เราชอบมาก เพราะทั้งดูเฮลธ์ตี้แล้ว แถมยังกลมกล่อมมากๆ เป็น “ราเมนน้ำซุปไก่รสเกลือ” ชุ่มชื่นใจจริงๆ ใส่ผักเยอะดี เส้นบะหมี่หนาหน่อยแต่ไม่อืดไว โปะอกไก่ย่างสองชิ้น อร่อยลงตัว ราคา 89 บาท เบาๆสบายกระเป๋า

เห็นอาหารแล้วหน้ามืด 555 ลืมถ่ายรูปเดี่ยวให้น้องจานที่อยู่ด้านใน ดูรูปหมู่ไปละกัน “ราเมนเย็นแบบจีน” หรือ “ฮิยาชิจูกะ” นั่นเอง ของร้านนี้เค้าจะใส่ผักเยอะหน่อย คนที่รักสุขภาพก็น่าจะชอบนะคะ ชามนี้ 89 บาทค่ะ

เมนูอื่นๆนอกจากราเมนก็มีนะคะ “แซลมอนโรลรมควัน” 4 ชื้น 170 บาท

“ยำหมูย่างต้นหอมญี่ปุ่น” 49 บาท

(จากซ้ายบน) ยำสาหร่ายวากาเมะ 49 บาท / สลัดมันฝรั่ง 39 บาท / สลัดปูอัด 99 บาท / เกี๊ยวซ่ากุ้ง 69 บาท ส่วนตัวเราชอบสลัดมั่นฝรั่งมากๆ รสชาติละมุนนุ่มลิ้น ใช้เหงือกสัมผัสแล้วกลืนลงคอเลย อ๊าาา อร่อย

ปกติแล้วเวลาทานๆราเมนไปแล้วเส้นมันเริ่มอืด ทำให้ซุปมันเค็มขึ้นใช่มั้ยล่ะ ร้านอาจิไซเค้ามีวิธีแก้ปัญหานี้ด้วยการเตรียมน้ำซุป Golden ที่ทำจากปลาคัตซึโอะและส่วนผสมอื่นๆมากมาย จนได้รสชาติเบาๆกลมกล่อม ให้มาเติมลงในชามราเมน หรือจะใส่ถ้วยแล้วซดกับอาหารอื่นๆก็ได้ แถมยังเติมได้ไม่อั้นอีกด้วย และฟรี!! มันดีตรงนี้ล่ะ

ล้างปากกันด้วยของหวานกันหน่อย “พุดดิ้งชาเขียว” รสชาติเค้าจะเบาๆ ไม่หวานแหลม หรือมันแบบนมเยอะๆ สัมผัสคล้ายๆเจลลี่ ทานกับครีมสด อร่อยดี 29 บาทเอง

นอกจากเมนูที่เราสั่งวันนี้แล้ว เค้ายังมีโปรโมชั่นเมนูหม้อไฟอีกด้วย น่าลองมากๆ ช่วงหน้าหนาวถ้าได้มาทานหม้อไฟคงฟินสุดๆไปเลย แถมยังมีโปรโมชั่นเครื่องดื่มด้วย นัดเพื่อนมากันเยอะๆก็ดีนะ


เพื่อนๆที่มาด้วยกันวันนี้ จัดการทุกเมนูบนโต๊ะ ซัดเรียบ ไม่เหลือเลย 555 อิ่มอร่อยกันทุกคน

พนักงานในร้านยิ้มแย้มแจ่มใสดี คนซ้ายหน้า ผู้จัดการร้าน “ไซโต้ซัง” หนุ่มญี่ปุ่นมาดเท่ ยังกะนักดนตรีเจร็อก และคนขวา “คุณช้าง” เป็นพนักงานคนไทยที่พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งมากๆเลย

แผนที่และเบอร์โทรร้าน หาง่ายมากๆ เพราะอยู่ในห้างเซ็นทรัลรามอินทรา

เปิด 11:00 – 21:30 (last order 21:00) Tel 02-970-6629

facebook page / Ramen Ajisai at Ramindra in Central Plaza Ramindra

instagram @ramen_ajisai_ram_inthra

นอกจากนี้ยังมีสาขาในเมืองกรุง ที่ทองหล่อ และอโศกอีกด้วย สะดวกที่ไหนไปที่นั่นเลยจ้าาา แต่สำหรับชานเมืองเกิร์ลอย่างเรา ขอมาที่นี่ละกัน สะดวกดี 555

img_1562

เป็นไงคะ น่าทานใช่มั้ยล่ะ หวังว่าคงจะเป็นแรงบัลดาลใจให้หลายคนออกไปหาของอร่อยกินได้บ้างนะคะ อยากให้เขียน หรือรีวิว และนำสถานที่ท่องเที่ยวหรือไอเท็มแบบไหน ก็คอมเม้นต์มาเป็นกำลังใจกันด้วยนะคะ แล้วเจอกันในบล็ิอกหน้า ไม่นานเกินรอจ้าาาาา

img_1666

*about me*

facebook : Reiko.ws

instagram, twitter, youtube @reiko_ws

Blog : www.ReikoBangkokNeko.com

ดินเนอร์แบบมีสไตล์ ที่บาร์ญี่ปุ่น Yoichi Nikka Bar & Restaurant 余市 สุขุมวิท39

เดี๋ยวนี้ร้านอาหารญี่ปุ่นมีให้เลือกทานกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซูชิ ชาบู ปิ้งย่าง ราเมน อิซากายะ เรียกได้ว่าอยากทานอะไรก็หาได้หมดในกทม.ไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่นแล้ว หลายคนอาจจะมีร้านอาหารญี่ปุ่นในดวงใจกันอยู่แล้ว แต่วันนี้เรามีร้านอาหารญี่ปุ่น ที่สามารถนั่งดื่มด่ำบรรยากาศดีๆได้ แถมยังอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 นี่เอง มาแนะนำกันค่ะ

2875d576-8df4-41be-962d-090ce470fe00

ร้าน โยอิจิ นิกกะ 余市 (Yoichi Nikka) เป็นบาร์ญี่ปุ่นแท้ๆ โดยเจ้าของชาวญี่ปุ่น สาขาแม่อยู่ที่เกาะฮอกไกโด ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น จ.ฮอกไกโด เค้าขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลสดๆ นมและชีสแสนอร่อย เมล่อนหวานฉ่ำ และยังเป็นแหล่งผลิตวิสกี้ญี่ปุ่นชื่อดัง “นิกกะ”  ซึ่งที่นี่นอกจากจะได้อร่อยกับเมนูญี่ปุ่นแบบฟิวชั่นแล้ว ยังมีวิสกี้, สาเก และเมนูประยุกต์อีกมากมายให้ลิ้มลองอีกด้วย

ลองตามแผนที่มาในซอยสุขุมวิท 39 ก็จะเห็นหน้าร้านเป็นแบบนี้ ไฟส่องโลโก้ลงไปในน้ำ สวยวิบวับๆ

มุมสวยๆน่านั่งในร้าน เหมาะสำหรับมาเดตแบบผู้ใหญ่ หรือไม่ก็มาดื่มกับเดอะแก้งค์หลังเลิกงาน

ช่วงที่เราไปยังเป็นหัวค่ำอยู่ แต่ลูกค้าก็เริ่มมากันแล้ว แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นซาราลี่มังชาวญี่ปุ่น ที่แวะมาสังสรรค์หลังเลิกงาน

พนักงานและบาร์เทนเดอร์ยิ้มแย้ม พร้อมพูดคุยกับลูกค้าทุกคน นั่งที่เค้าน์เตอร์ก็ดีนะ จะได้ฝึกคุยภาษาญี่ปุ่น หรือถ้าชอบความเป็นส่วนตัว ก็มีห้องด้านบนให้เลือก

มาลองดูเมนูอร่อยๆของที่นี่กันมั่ง

อะ…บอกไว้ก่อนนะ เค้าแพ้อาหารทะเลแหละ ฮือๆๆๆ ทานได้แต่ปลากับปลาหมึก ดูแต่ตา เอาเข้าปากไม่ได้ ดังนั้นคงไม่สามารถรีวิวรสชาติซีฟู้ดให้อ่านได้นะจ๊ะ ลองดูรูปแล้วจิ้นตามละกัน

ซูชิเนื้อวัวจากเมืองฟุราโน่ฮอกไกโด 3 ชิ้น / 280 บาท เนื้อมันนิ่มมมม ละลายในปากเลยล่ะ

สลัดราเมนซีฟู้ด 220 บาท

ซังกิ หรือไก่ทอดคาราอาเกะสไตล์ฮอกไกโดนั่นเอง มันจะมีรสชาติในตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ซอสก็อร่อย 180 บาท

กุ้งทอด 200 บาท

ซันมะโนะมัมมะ 220 บาท เป็นการเอาตัวปลาซันมะมาใส่ข้าวรสโชยุหอมกรุ่นไว้ข้างใน แล้วจัดแต่งให้เหมือนตัวปลาอีกครั้ง เป็นเมนูขึ้นชื่อของสาขาฮอกไกโด

เซ็ตผักสติ๊ก 200 บาท เฮลธ์ตี้กันหน่อย ผักสดๆกรอบจิ้มเดรซซิ่งอร่อยดี

มาที่ของหวานกันมั่ง ที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องแอลกอฮอร์ ดังนั้นจึงมีเมนูของหวานที่ผสมแอลกอฮอร์ด้วย

ไอศครีมช็อกโกแลตวิสกี้ทาเคซึรุ 200 บาท เวลาจะทานก็เอาวิสกี้ราดไปข้างบนให้รสชาติหวานแบบผู้ใหญ่

เมล่อนโด้ง 330 บาท เมล่อนสดหวานฉ่ำกับไอศกรีมวนิลลา ราดวิสกี้ไปข้างบน ถ้าไม่ค่อยถนัดดื่มแอล ก็ราดนิดเดียวก็พอ แค่รสชาติเมล่อนฉ่ำๆก็อร่อยน้ำตาจะไหลแล้ว

ตบท้ายด้วยชาเขียวกันหน่อย บาร์เทนเดอร์เค้าจะชงชาเขียวมัตฉะให้ดูกันตรงหน้าเลย สมเป็นญี่ปุ่นจริงๆ

ชาเขียวมัตฉะ เสริฟพร้อมขนมญีุ่ป่น เข้ากันสุดๆ

บาร์เทนเดอร์หนุ่มหล่อคนนี้ นอกจากจะผสมเครื่อมดื่มเก่งแล้วยังรับจ๊อบเป็นนายแบบด้วยนะ อยากเห็นชัดๆต้องลองมาดูที่ร้านนะจ๊ะ

ดูสิ มีวิสกี้ให้เลือกดื่มเยอะแยะเลย ปล.ดื่มแล้วก็อย่าขับ กลับแท็กซี่นะจ๊ะ

คอกเทลออริจินอลที่บาร์เทนเดอร์ทำให้เราเป็นพิเศษ

ที่ร้านมีหลายชั้น แบ่งเป็นห้องย่อยๆเป็นส่วนตัว และที่ห้องใหญ่สุดด้านบน สามารถเพลิดเพลินกับคาราโอเกะ จัดปาร์ตี้ได้สบายๆเลยล่ะ

สำหรับเราแล้ว ประทับใจเมล่อนโ้งลูกนี้ีที่สุดเลยยยย นอกจากหน้ากินแล้วยังอร่อยและรู้สึกถึงความเป็นฮอกไกโดมากๆอีกด้วย

ร้านเปิดตั้งแต่ 18.00-02.00 สำหรับคนที่อยากลองไปโยอิจิ ขอแนะนำให้เดินทางด้วยรถสาธารณะ เช่นแท็กซี่ หรือใช้บริการพี่วินจะดีกว่านะคะ เพราะบริเวณร้านไม่มีที่จอดรถ ถ้าจะไปกันหลายคน โทรเข้าไปจองก่อนจะดีกว่้านะคะ เค้าจะได้จัดที่นั่งไว้ให้ มีพนักงานคนไทย ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาค่ะ

ที่อยู่ 6/ 11 ซอย สุขุมวิท 39 แขวง คลองตันเหนือ เขต วัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

โทร 02 662 4270

https://www.facebook.com/yoichi.nikkabar.restaurant/
ไว้จะนำเรื่องราวสนุกๆไม่ว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่นหรือที่ไทยมาฝากกันอีกนะคะ
ฝากติดตามโซเชี่ยลของเราด้วยนะคะ ติชมคอมเม้นต์ ทักทายกันได้ค่าาา
facebook : Reiko.ws
instagram, twitter, youtube @reiko_ws